หลอดลมอักเสบ การอักเสบ และ ติดเชื้อของหลอดลม เกิดจากอะไร

หลอดลมอักเสบ

หลอดลมอักเสบ เกิดจากการติดเชื้อไวรัส หรือ เป็นผลข้าวเคียงจากการเป็นโรคอื่นๆ เช่น โรคภูมิแพ้ โรคหืดหอบ หรือการสูบบุหรี่ โรคติดเชื้อ พบบ่อยในเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี

หลอดลมอักเสบ เป็นโรคติดเชื้อที่หลอดลม เกิดกับเด็กเป็นส่วนมาก โรคนี้เป็นการการติดเชื้อบริเวณหลอดลม เป็นอวัยวะที่อยู่ลึกลงไปจากกล่องเสียงไปยังปอดส่วนล่าง โรคหลอดลมอักเสบ เป็นโรคที่พบบ่อย กล่าวได้ว่า เป็น โรคเด็ก คนช่วยอายุ 9 ถึง 15 ขวบ มีอัตราการเกิดโรคนี้มากที่สุด

อาการของโรคหลอดลมอักเสบเป็นอย่างไร

โรคหลอดลมอักเสบ เกิดจากการอักเสบของเยื่อบุของหลอดลม เมื่อเกิดการอักเสบ ส่งผลให้ เยื่อบุหลอดลมบวม มีเสมหะในหลอดลม มีอาการไอ มีเสมหะ หายใจลำบาก แน่นหน้าอก เหนื่อยหอบ หายใจมีเสียงดัง ในบางราย จะมีอาการ แสบคอ เจ็บคอ หรือเจ็บหน้าอก ผู้ป่วยจะมีไข้ ชครั่นเนื้อครั่นตัว

เราสามารถแยกอาการให้เห้นอย่างชัดเจนได้ดังนี้

มีอาการไอแบบเรื้อรัง ในช่วงเวลา 14 วันโดยไม่หาย
มีเลือดปน จากการไอ
มีไข้ ไอ และเหนื่อยหอบ
มีอาการไออย่างมาก
มีอาการเจ็บหน้าอก เวลาไอ หายใจ หรือ การเคลื่อนไหวทรวงอก
เกิดอาการหอบเหนื่อยทันที หลังจากการไอ

สาเหตุของการเกิดโรคหลอดลมอักเสบ

เราสามารถแยกสาเหตุของโรคหลอดลมอักเสบได้ 2 กรณี คือ หลอดลมอักเสบแบบเฉียบพลัน และหลอดลมอักเสบแบบเรื้อรัง รายละเอียด ดังนี้

สาเหตุของหลอดลมอักเสบ ชนิดเฉียบพลัน เกิดจากการติดเชื้อไวรัส เช่น rhinovirus, adenovirus, corona virus, influenza virus, parainfluenza virus, respiratory syncytial virus (RSV) เป็น ชนิดเหมือนกับไข้หวัด หลอดลมอักเสบชนิดนี้ จะเกิดหลังจากเป็นไข้หวัด หากไม่รักษาอย่างถูกต้อง การติดเชื้อลามไปสู่หลอดลม หากเป็นหวัด และมีอาการไอ มีเสมหะ นานกว่า 7 วัน มีโอกาสเกิดโรคหลอดลมอักเสบแบบเฉียบพลัน
สาเหตุของหลอดลมอักเสบชนิดเรื้อรัง เป็นการอักเสบจากโรคภูมิแพ้ โรคหืดหอบ หรือการสูบบุหรี่ เป็นลักษณะปอดอุดตัน สังเกตุ คือ จะมีอาการไอ โดยมีเสมหะ นานกว่า 90 วัน นอกจากโรคภูมิแพ้ หืดหอบ การสูบบุหรี่แล้ว การสัมผัสกับมลพิษทางอากาศบ่อยๆ เช่น ฝุ่น ควัน หรือ สารเคมี มีมีการระเหยได้

หลอดลมอักเสบ

การตรวจวินิจฉัยโรคหลอดลมอักเสบทำอย่างไร

สำหรับการตรวจเพื่อวินิจฉัยโรคนี้ โดยการซักประวัติ ตรวจร่างกาย ฟังเสียงปอด ฟังเสียงหลอดลม การที่เสมหะมีสีขาว หรือสีเขียว ตรวจภาพรังสีทรวงอก

การรักษาโรคหลอดลมอักเสบ

หากป่วยเป็นโรคหลอดลมอักเสบ ชนิดเฉียบพลัน ร่างกายสามารถรักษาให้หายได้ภายใน 10 วัน การรักษานั้น สามารถตัว โดยไม่จำเป็นต้องรับประทานยาต้านจุลชีพ การปฏิบัติตนเพื่อรักษาโรคหลอดลมอักเสบ มีดังนี้

พักผ่อนให้เพียงพอ
ดื่มน้ำอุ่นบ่อยๆ เนื่องจาก น้ำอุ่นช่วยละลายเสมหะได้ดีที่สุด
หลีกเลี่ยงการระคายเคืองหลอดลม เช่น การสูบบุหรี่ การสูดดมควัน และทุกอย่างที่ระคายเคืองหลอดลม
หลีกเลี่ยงอากาศเย็นและอากาศแห้ง เนื่องจากอากาศเย็น จะทำให้ร่างกายอ่อนแอ ส่งผลให้ไอมากขึ้น
ให้รักษาความอบอุ่นให้แก่ร่างกาย เช่น ห่มผ้า ใส่ถุงเท้า ใส่หมวก หรือพันผ้าพันคอ
การรักษาโรคหลอดลมอักเสบ นั้น ต้องหาสาเหตุของการเกิดโรคหลอดลมอักเสบ เนื่องจากจะช่วยให้เราสามารถป้องกันและรักษาอย่างเร็วที่สุด การรักษาจากการปฏิบัติตัว สามารถทำควบคู่กับการรักษาตามอาการโรค ด้วยยารักษาโรค เช่น ยาลดไข้ ยาละลายเสมหะ ยาขยายหลอดลม

หากเกิดโรคหลอดลมอักเสบชนิดเรื้อรัง แสดงว่าร่างกายเกิดการติดเชื้อโรค ซึ่งเราต้องหาเชื้อโรคที่เป็นสาเหตุของโรคให้เจอ และรับประทานยาป้องกันจุลชีพ ยาต้านจุลชีพ สามารถใช้ได้หากผู้ป่วยไม่แพ้ยา โรคหลอดลมอักเสบ ชนิดเรื้อรัง ต้องรักษาตามสาเหตุ อาจใช้ยาลดการอักเสบของหลอดลม ยาขยายหลอดลม และหลีกเลี่ยงสาเหตุที่ทำให้เกิดการอักเสบเรื้อรังของหลอดลม

การป้องกันการเกิดโรคหลอดลมอักเสบ

การป้องกันการเกิดโรคให้ลดปัจจัยที่เป็นสาเหตุของการระคายเคืองหลอดลมทั้งหมด รายละเอียด ดังนี้

ควรหลีกเลี่ยงสาเหตุที่ทำให้ร่างกายเย็น
อย่าเครียด
พักผ่อนให้เพียงพอ
หากจำเป็นต้องสัมผัสอากาศเย็น ให้ใส่เครื่องที่ทำให้ร่างกายอบอุ่น
ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ…

โรคพยาธิ ใบไม้ในปอด ไอเรื้อรัง ไอเป็นเลือด การรักษา ต้องดูแลอย่างไร

โรคพยาธิ ใบไม้ในปอด

โรคพยาธิ ใบไม้ในปอด คือ ภาวะการติเชื้อที่ปอด เกิดจากการพยาธิใบไม้ Paragonimus westermani ที่อาศัยอยู่ในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม หมา แมว เป็นต้น

โรคพยาธิ ใบไม้ในปอด อาการสำคัญคือ ไอเรื้อรัง และไอเป็นเลือด เกิดจากการติดพยาธิจากการกินอาหาร กินปูดิบ กินกุ้งดิบ เช่น ปูน้ำตก ปูลำห้วย ปูป่า กุ้งฝอย นอกจากไอแล้ว เสมหะจะมีสีเขียวข้น บางครั้งอาจมีพยาธิออกมากับเสมหะ หากไม่รักษาอาจ ทำให้พยาธิขึ้นสมอง มีอาการชัก สายตาผิดปรกติ

มีอาการบวมเหมือนคนเป็นดรคพยาธิตัวจี๊ด ทำความรู้จักกับ โรคพยาธิใบไม้ในปอด ว่า เกิดจากสาเหตุอะไร รักษาอย่างไร และต้องดูแลอย่างไร

พยาธิใบไม้ปอด ชนิดพาราโกนิมัส หรือภาษาอังกฤษ เรียก Paragonimus เกิดจากการพยาธิใบไม้ ชื่อ Paragonimus westermani ที่อาศัยอยู่ในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม อย่าง หมา แมว เป็นต้น เมื่อพยาธิตัวนี้เข้าสู่ร่างกายคน จะเข้าสู่ปอด ทำให้มีอาการไอเรื้อรังและไอเป็นเลือดได้

ซึ่งพยาธิใบไม้ชนิดนี้ สามารถแพร่ระบาดสู่สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมได้โดย การรับประทานอาหารประเภทปูและกุ้งน้ำจืดบางชนิด แบบดิบๆ ซึ่งโรคนี้สามารถพบได้ในประเทศเขตร้อน แถบเอเชีย อเมริกาใต้และแอฟริกา สำหรับประเทศไทยนั้น พบว่ามีรายงานผู้ป่วยในจังหวัดเพชรบรูณ์ สระบุรี นครนายก เชียงราย น่าน เลย ราชบุรี เป็นพยาธิชนิดพาราโกนิมัส เฮเทอโรทรีมัส (Paragonimus heterotremus)

สาเหตุของการติดพยาธิใบไม้ในปอด

สาเหตุหลักของการติดพยาธิใบไม้ในปอดนั้น เกิดจาก การมีพยาธิใบไม้ที่มีการอาศัยในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม เช่น เสือ พังพอน ซึ่งโรคพยาธิชนิดนี้ ผู้ป่วยบางรายกลืนเสมหะลงไป ทำให้ไข่พยาธิที่จะขับออกมากับเสมหะ สามารถออกมากับอุจจาระ และลงสู่แหล่งน้ำะรรมชาติ สัตว์น้ำ อย่าง ปู และกุ้ง กินต่อ ทำให้เกิดการแพร่ระบาดได้ง่าย ภายใน 30 วัน ไข่พยาธิสามารถฟักตัวได้ และเจริญเติบโตต่อในร่างกายของสัตว์เหล่านั้น เมื่อมนุษย์จับสัตว์แหล่านั้นมาทำอาหาร โดยไม่มีการปรุงอาหารให้สุก ก่อน ก็จะรับไข่พยาธิเข้าสู่ร่างกาย

สำหรับการรับไข่พยาธิเข้าสู่ร่างกายและจะเกิดโรคพยาธิใบไม้ในปอดนั้น มีระยะของการเกิดโรค ยาวนานถึง 20 ปี เนื่องจากในชีวิตประจำวันของสัตว์ที่มีไข่ของพยาธืนั้น เอื้ออำนวยต่อการเจริญเติบโตของพยาธิใบไม้ในตับได้

โรคพยาธิ ใบไม้ในปอด

ระยะของการติดต่อ

ซึ่งระยะของการติดโรคนั้น มี 2 ระยะคือ ระยะฟักตัวและระยะติดต่อ รายละเอียดของระยะต่างๆ มีดังนี้

ระยะฟักตัวของโรค ในระยะนี้กินเวลา ประมาณ 45 วัน นับตั้งแต่พยาธิใบไม้เข้าสู่ร่างกาย จากนั้นเจริยเติบโตเป็นตัวเต็มวัยและสามารถผสมพันธ์และออกไข่ได้
ระยะติดต่อของโรค ในระยะนี้สามารถกินเวลาได้มากกว่า 20 ปี เนื่องจากหากมีพยาธิใบไม้เจริญเติบดตในร่างกายแล้ว เกิดการขยายพันธ์ แต่การติดต่อของพยาธิจะไม่ติดต่อจากมนุษย์สู่มนุษย์โดยตรง แต่การติดต่อนั้นต้องอาศัยตัวกลางเป็นพาหะ เช่น กุ้ง หอยและปู เป็นต้น

อาการของผู้ป่วยโรคพยาธิใบไม้ในปอด

ลักษณะอาการของโรค มีความเหมือนกับโรควัณโรค คือ อาการไอแบบเรื้อรัง มีเสมหะเหนียวข้น อาจมีโลหิตปนออกมากับเสมหะ รวมถึงไอเป็นเลือด และสามารถพบพยาธิออกมากับเสมหะได้ ผู้ป่วยจะรู้สึกเจ็บที่หน้าอก หากไม่เข้ารับการวินิจฉัยเพื่อหาสาเหตุของโรคและรับการรักษาอย่างทันท่วงที จะทำให้ พยาธิขึ้นสมอง หากพยาธิเข้าสมองแล้ว ผู้ป่วยจะปวดหัว มีอาการเหมือนผู้ป่วยเนื้องอกในสมอง มีอาการชัก เป็นลมบ้าหมู ระบบสายตาผิดปกติ มีหนอนพยาธิอาศัยอยู่ใต้ผิวหนัง จะรู้สึกเหมือนเป็น โรคพยาธิตัวจี๊ด

สำหรับการตรวจวินิจฉัยโรค สามารถทำได้โดยการ สังเกตุอาการของผู้ป่วย ตรวจเสมหะและตรวจอุจจาระเพื่อหาไข่ของพยาธิ เอ็กซเรย์ปอดเพื่อดูความผิดปรกติของปอด เป็นต้น

การรักษาโรคพยาธิใบไม้ในปอด

สามารถทำการรักษาได้โดยการใช้ยา แต่การใช้ยาจะมีอาการแทรกซ้อน บ้าง แต่ไม่เป็นอันตราย เช่น มีอาการท้องเดิน ปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน โดยยาที่ใช้ในการรักษาโรคพยาธิใบไม้ในปอด คือ

ยาไบไทโอนอล (Bithionol) ต้องให้ยานี้ในปริมาณ 30 ถึง 40 มิลลิกรัม ต่อ น้ำหนักตัวคน 1 กิโลกรัม โดยให้ยาวันเว้นวัน 10 ถึง 15 ครั้ง
ยาไบทิน บิส (Bitins bis) ต้องให้ยาในปริมาณ 10 ถึง 20 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว …

โรค พาร์กินสัน โรคเกี่ยวกับระบบประสาท สมองส่วนควบคุมการทำงาน

โรค พาร์กินสัน เป็นโรคเกี่ยวกับระบบประสาท โรคไม่ติดต่อ แต่สามารถถ่ายทอดทางพันธุ์กรรมได้ ซึ่งเป็นโรคของกลุ่มอาการที่มีการสั่นของมือและการเคลื่อนไหว

โรค พาร์กินสัน จากการศึกษาพบว่าเซลล์สมองไม่สามารถสร้างสารโดพาไมน์(dopamine)อย่างเพียงพอง ในสมองส่วนหน้า(forebrain)เป็นส่วนที่ทำหน้าที่ จดจำ คิด คำนวน การควบคุมการเคลือนไหว และสมองน้อย(cerebellum) มีหน้าที่ช่วยประสานงานของการทำงานกล้ามเนื้อ

และช่วยการทรงตัว ในส่วนเนื้อสมองส่วนที่3และส่วนที่4 จะช่วยในการทำงานของกล้ามเนื้อ โดยเมื่อกล้ามเนื้อหดตัว จะมีกลุ่มกล้ามเนื้ออีกส่วนหนึ่งคลายตัว จะช่วยรักษาสมดุลการทำงานของระบบกล้ามเนื้อของมนุษย์

อาการของผู้ป่วยโรคพาร์กินสัน จะมีอาการสั่นโดยเฉพาะที่ มือ แขน ขา กรามและหน้า มีอาการเกร็งที่แขนและลำตัว การเคลื่อนไหวตัวทำได้ช้า ทรงตัวได้ไม่ดี ไม่สามารถแสดงออกของหน้าได้ พูดลำบาก ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้

สาเหตุของการเกิดโรคพาร์กินสัน เกิดจากเซลล์สมองในส่วน substantia nigra ซึ่งมีหน้าที่สร้างสารโดพาไมน์(dopamine) ซึ่งเป็นสารที่ทำหน้าเชื่อมไปยังสมองส่วนที่ทำหน้าที่ให้การทำงานของกล้ามเนื้อ เซลล์ส่วนนี้ไม่สามารถสร้างได้อย่างเพียงพอ ทำให้การควบคุมกล้ามเนื้อผิดปรกติ จะมีอาการ สั่นและกระตุก สาเหตุอื่นๆที่เป็นปัจจัยทำให้เกิดโรคพาร์กินสัน เช่น กรรมพันธ์ุ การได้รับสารพิษบางชนิด โรคเส้นเลือดสมองตีบ สมองอักเสบ อายุที่มากขึ้น

โรค พาร์กินสัน

โรคแทรกซ้อนที่จะเกิดขึ้นเมื่อป่วยโรคพาร์กินสัน เช่น โรคซึมเศร้า โรคความดันต่ำ ภาวะท้องผูก ปัสสาวะคั่ง ความต้องการทางเพศลดลง

การดูแลตัวเองในผู้ป่วยโรคพาร์กินสัน จำเป็นต้องดูแลไม่ว่าจะเป็นส่วนการรับประทานอาหาร การเดิน หารออกกำลังกาย และการนอน เป็นต้น

  1. การรับประทานอาหาร ควรให้รับประทานอาหารจำพวก ผัก ผลไม้และธัญพืช เป็นอาหารที่มีเส้นใยอาหารสูง ช่วยป้องกันอาการท้องผูก หลีกเลียงอาหารที่ทำให้ท้องผูก เช่น กาแฟ ชา เป็นต้น และหลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูง ๆ เช่น เนื้อสัตว์ นม เนย กะทิและไอศกรีม เป็นต้น ในผู้ป่วยโรคพาร์กินสัน จะมีปัญหาเรื่องการเคี้ยวอาหาร ดังนั้นอาหารสำหรับผู้ป่วยโรคพาร์กินสัน ต้องช่วยลดภาระการเคี้ยวอาหาร
  2. การออกกำลังกายสำหรับผู้ป่วยโรคพาร์กินสัน แนะนำให้ผู้ป่วยว่ายน้ำ ทำสวน เต้นรำ หรือยกน้ำหนัก ซึ่งจะช่วยให้กล้ามเนื้อแข็งแรง การทรงตัวดี การเคลื่อนไหวดีขึ้น และอารมณ์ดี
  3. การเดินสำหรับผู้ป่วยโรคพาร์กินสัน เมื่อรู้สึกว่าการเดินเริ่มลากเท้า เดินได้ช้าลง แนะนำให้ใส่รองเท้าที่มีขนาดใหญ่ขึ้น มีขนาดกว้างและยาวขึ้น เพื่อช่วยป้องกันการล้ม เนื่องจากผู้ป่วยจะทรงตัวได้ไม่ดีทรงตัวทำให้หกล้มบ่อย
  4. การนอนหลับสำหรับผู้ป่วยดรคพาร์กินสัน เป็นปัญหามาก โดยผู้ป่วยจะผู้เข้าหลับง่าย แต่ตื่นเช้ามืด เพราะจะรู้สึกนอนไม่หลับ การขยับตัวทำได้ยาก ในบางราย จากลุกขึ้นมาปัสสาวะบ่อย แต่เคลื่อนไหวตัวลำบาก อาจจะต้องให้ยาเพื่อช่วยควบคุมอาการเหล่านี่ในตอนกลางคืน
  5. ปรับสภาพแวดล้อมเพื่อช่วยผู้ป่วยโรคพาร์กินสัน ให้สะดวกมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น ภายในตัวบ้าน ห้องน้ำ ห้องนอน ห้องครัว แนะนำให้ติดราวบันได เพื่อในการทรงตัว ในส่วนของพื้นให้เรียบ และป้องกันพื้นลื่น

การรักษาผู้ป่วยโรคพาร์กินสัน สามารถทำได้โดยการทำกายภาพบำบัด การใช้ยาและการผ่าตัด ซึ่งรายละเอียด ดังนี้

การทำกายภาพบำบัด เป็นวิธีเพื่อช่วยให้ผู้ป่วย สามารถช่วยเหลือตนเองได้ การรักษาด้วยวิธีทำกายภาพบำบัด จะช่วยให้การเคลื่อนไหว ของผู้ป่วยถูกต้อง เช่น การเดิน การนั่ง การทรงตัว รวมมถึงอวัยวะอื่นๆที่เคลื่อนไหวลำบาก
รักษาโดยการให้ยา แต่ยาที่ให้ จะไม่สามารถทำให้เซลล์สมองที่ตาย คืนสภาพกลับมาได้ แต่ยาที่ให้จะช่วยเรื่องการเพิ่มสารโดพาไมน์ ที่เป็นสาเหตุของโรคพาร์กินสัน มีปริมาณที่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย
รักษาโดยการผ่าตัด เป็นวิธีรักษาแบบใหม่ เป็นการผ่าตัดฝังสายเพื่อกระตุ้นไฟฟ้าอย่างอ่อน ในสมอง ส่วนที่เรียกว่า Globus Pallidus หรือ Subthalamic mucleus ส่งผลให้อาการสั่นของผู้ป่วยลดลง การเคลื่อนไหวทำได้ดีขึ้น นอกจากนี้ยังสามารถปลูกถ่ายเซลเนื้อเยื่อจากต่อมหมวกไต หรือปมประสาทที่อยู่บริเวณคอ โดยนำไปปลูกในโพรงสมอง โดยเนื้อเยื่อเหล่านี้ จะช่วยสร้างสารโดพามีน การใช้วิธีนี้รักษาผู้ป่วยจะไม่ต้องกินยา หรือรับยาในปริมาณที่ลดลง แต่วิธีนี้มีค่าใช้จ่ายที่สูง และแนะนำให้รักษาในผู้ป่วยที่ยังมีอายุน้อยอยู่

ขอบคุณแหล่งที่มา https://beezab.com

โรค หืดหอบ โรคระบบทางเดินหายใจ เกิดจากอะไร รักษาอย่างไร

โรค หืดหอบ

โรค หืดหอบ คือ การอักเสบของหลอดลม ส่งผลต่อระบบทางเดินหายใจ เกิดภาวะการหดตัว หรือ ตีบแคบของระบบทางเดินหายใจ แบบชั่วคราว

โรค หืดหอบ ซึ่งสัญญาณที่บ่งบอกอาการของโรคหอบหืด ที่แสดงได้ชัดเจน คือ เหนื่อยหอบ หายใจเสียงหวีด แน่นหน้าอก หายใจลำบากและมีอาการไอ เกิดขึ้นถี่และรบกวนการใช้ชีวิต ต้องใช้ยาบรรเทาอาการหายใจไม่ออก

โรคหืดหอบ คือ โรคระบบทางเดินหายใจ ชนิดเรื้อรัง ไม่ใช่โรคติดต่อ แต่เป็นโรคที่ส่งผลต่อการใช้ชีวิต เพราะ ทำให้หายใจไม่ออก หากเกิดในเด็ก อาจทำให้พัฒนาการเรียนรู้ช้า หากเกิดในวัยผู้ใหญ่การทำงานก็จะไม่เต็มที่ ชีวิตประจำวันจะไม่ปรกติ ผู้ป่วยโรคหืดหอบ ต้องรับการรักษาอย่างถูกต้องต่อไป

โรคหืดหอบในประเทศไทย

สำหรับโรคหืดหอบในประเทศไทย นั้น พบได้ร้อยละ 7 ของประชากรในประเทศ โรคนี้พบได้บ่อยและมีโอกาสเกิดได้กับทุกเพศทุกวัย ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ แต่อัตราการเกิดโรคในเด็กช่วงอายุ 10 – 12 ปี มากที่สุด โดยพบว่าเด็กร้อยละ 10-12% ของเด็กทั้งหมดมีโอกาสเป็นโรคหืดหอบ โดยเฉพาะประชากรในเขตกรุงเทพมหานคร และทั่วโลกพบว่าโรคนี้มีแนวโน้มเกิดมากขึ้น

จากข้อมูลของกระทรวงสาธารณสุขประเทศไทย พบว่า มีผู้ป่วยโรคหอบหืดเพิ่มขึ้นทุกปี ในปี พ.ศ. 2538 มีผู้ป่วย 66,679 คน และ ปี พ.ศ. 2552 มีผู้ป่วยเป็น 102,273 คน

สาเหตุของการเกิดโรคหืดหอบ

การเกิดโรคหืดหอบมีปัจจัยต่างๆของการเกิดโรค หลายสาเหตุ สามารถสรุปปัจจัยการเกิดโรคหอบหืด ได้ดังนี้

เกิดจากการถ่ายทอดทางพันธุกรรม พบว่าคนที่มีประวัติการเป็นโรคหอบหืด คนในครอบครัวที่สืบเชื้อสายเดียวกันมีโอกาสเกิดโรคสูงกว่า
การเกิดโรคภูมิแพ้ สำหรับคนที่เป็นโรคภูมิแพ้ที่ทางเดินหายใจมีโอกาสเกิดโรคหืดหอบได้
การสูดดมสารเคมีเข้าสู่ร่างกาย การได้รับสารเคมีต่างๆ เช่น กลิ่นสี ยาฆ่าแมลง สเปรย์แต่งผม หรือ ควันบุหรี่ สูดดมเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจนานๆ ส่งผลต่อระบบทางเดินหายใจผิดปรกติได้
ภาวะการการออกกำลังกายน้อย หรือ ออกกำลังกายในสภาพอากาศเย็นทำให้ระบบทางเดินหายใจหดตัว
ภาวะความเครียดสะสม ความเครียดส่งผลให้ระบบการหายใจผิดปกติโดยไม่รู้ตัว
การได้รับสารพิษ โดยเฉพาะสารในกลุ่มซัลไฟต์ ( Sulfites ) และ สารกันบูด โดยสารเหล่านี้มักจะเจือปนในอาหารหรือเครื่องดื่มบางชนิด เช่น ผลไม้แห้ง เบียร์ ไวน์ เป็นต้น
ภาวะการเกิดโรคกรดไหลย้อน กรดในกระเพาะอาหารหากไหลย้อนเข้าหลอดอาหาร ทำให้ผู้ป่วยที่เป็นหอบหืดได้
การติดเชื้อโรคที่ระบบทางเดินหายใจ เช่น ไวรัสทางเดินหายใจ ไซนัสอักเสบเรื้อรัง เป็นต้น

การกำเริบของโรคหืดหอบ

สำหรับการเกิดโรคหืดหอบกำเริบสามารถเกิดได้ตลอดเวลา โดยสัญญาณเตือนและอาการที่แสดงออกจากระบบหายใจอุดกั้น ต้องรับการรักษาจากแพทย์โดยด่วน สถานการณ์ต่างๆที่เป็นปัจจัยกระตุ้นการเกิดโรคหืดหอม มีดังนี้

หืดหอบขณะออกกำลังกาย สำหรับผู้ป่วยโรคหืดหอบ หากออกกำลังกายหนักเกินไป ทำให้อาการกำเริบได้ แต่ผู้ป่วยโรคหืดหอมสามารถออกกำลังกายได้ โดยควรหลีกเลี่ยงการออกกำลังในสภาพอากาศแห้งและเย็น
หืดหอบขณะทำงาน สำหรับสภาพอากาศที่มีสารพิษ ฝุ่น ควันและแก๊ส สามารถทำให้เกิดอาการกำเริบของหืดหอบได้
หืดหอบจากการแพ้อากาศ สำหรับผู้ป่วยที่อาการแพ้อากาอยู่แล้ว หากถูกกระตุ้นด้วยสารก่อภูมิแพ้ ในภาวะอากาศเย็น ทำให้เกิดอาการกำเริบได้

โรค หืดหอบ

อาการของโรคหืด

สำหรับอาการของโรคหืดหอบนั้นจะแสดงอาการแตกต่างกันในแต่ละบุคคล โดยอาการของโรคหืดหอบโดยทั่วไป มีการแสดงอาการ ดังนี้

ภาวะการหายใจลำบาก หายใจสั้น หายใจลำบากหายใจไม่อิ่ม หายใจมีเสียงวี้ด
เจ็บหน้าอก
มีอาการแน่นหน้าอก
มีอาการเหนื่อยหอบ
มีอาการไอ
มีปัญหานอนหลับ หลับไม่สนิท
สำหรับการแสดงอาการของโรคหืดหอบที่รุนแรงต้องเข้ารับการรักษาจากแพทย์อย่างเร่งด่วน มีดังนี้

มีอาการหายใจหอบและถี่
หายใจลำบากและมีเสียงดัง
หากใจลำบาก และ ใช้อุปกรณ์พ่นยาช่วยแต่ไม่ดีขึ้น
หายใจหอบ เมื่อทำกิจกรรมเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

ภาวะแทรกซ้อนของโรคหืดหอบ

การเกิดโรคหืดหอบ หากเป็นภาวะโรคระดับเรื้อรัง ทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนของโรคและเป็นอันตรายต่อชีวิต มีรายละเอียด ดังนี้

ภาวะแทรกซ้อนทั่วไปของโรคหืดหอบ เช่น ภาวะการขาดน้ำ ภาวะปอดแฟบ ภาวะหมดแรง ภาวะการติดเชื้อที่ระบบทางเดินหายใน เช่น ไซนัสอักเสบ หลอดลมอักเสบ ปอดอักเสบ เป็นต้น
ภาวะแทรกซ้อนของโรคหืดหอบที่ร้ายแรง เช่น ภาวะการหายใจล้มเหลวเฉียบพลัน เป็นสาเหตุของการเสียชีวิต จากโรคหืดหอบ
ภาวะแทรกซ้อนที่เกิดกับระบบทางเดินหายใจ เช่น ภาวะทางเดินหายใจอุดกั้นเรื้อรัง ภาวะหัวใจล้มเหลว ภาวะปอดทะลุ ภาวะมีอากาศในประจันอกและใต้หนัง เป็นลมจากการไอ เป็นต้น
ภาวะแทรกซ้อนโรคหืดหอบในสตรีมีครรภ์ สำหรัยผู้หญิงที่กำลังตั้งครรภ์ จะไม่สามารถควบคุมอาการของโรคหืดหอบได้ อาจเสี่ยงต่อการเกิดภาวะครรภ์เป็นพิษ ทารกตลอดก่อนกำหนด ทารกมีน้ำหนักตัวน้อย หรือ ทารกตายในครรภ์ เป็นต้น…

โรค สมองฝ่อ โรคคนแก่ สาเหตุที่ทำให้สมองฝ่อคืออะไร รักษาอย่างไร

โรค สมองฝ่อ ถือว่าเป็นโรคอันตราย เนื่องจากส่งผลกระทบต่อระบบความจำ อารมณ์ และพฤติกรรมของผู้ป่วย พบบ่อยในคนอายุ 75 ปีขึ้นไป โรคนี้พบมากในผู้สูงอายุ

โรค สมองฝ่อ คือ ภาวะปริมาณเนื้อสมองลดลง เป็นการเสื่อมของอวัยวะในร่างกายตามธรรมชาติ แต่เกิดขึ้นกับสมอง มักเกิดขึ้นกับผู้สูงอายุ เซลล์สมองของมนุษย์ ถูกพัฒนาขึ้นมาอย่างพิเศษมีประมาณ 140,000 ล้านเซลล์ ซึ่งแต่ละเซลล์ก็มีการเชื่อมติดกันและทำงานประสานกัน

ซึ่งการเชื่อมต่อของเซลล์ประสาทจะสร้างกระแสไฟฟ้า เพื่อส่งสัญญาณจากสารประสาทหนึ่งไปยังอีกเซลล์ประสาทหนึ่งทั่วสมอง แต่เมื่อเซลล์บางส่วนถูกทำลายจึงทำให้เกิดการเสื่อมของสมอง

มีหลายปัจจัยที่ทำให้เกิดโรคสมองฝ่อ เราได้สรุป 5 พฤติกรรมของมนุษย์ที่ส่งผลต่อการเกิดโรคสมองฝ่อ มีดังนี้

การไม่รับปรทานอาหารเช้า เนื่องจากการไม่กินอาหารเช้าทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ ทำให้สมองขาดสารอาหารไปเลี้ยงอย่างเพียงพอ ทำให้สมองเสื่อมได้
การดื่มน้ำน้อย การที่ร่างกายของมนุษย์ขาดน้ำ ทำให้ร่างกายขาดน้ำ ซึ่งในสมองมีน้ำมากถึงร้อยละ 85 เมื่อเราอยู่ในภาวะร่างกายขาดน้ำ เซลล์สมองก็จะเสื่อมลงได้ง่ายขึ้น
การกินแป้งและน้ำตาลมากเกินไป ซึ่งแป้งและน้ำตาลหากมีมากเกินไปทำให้ความสามารถการดูดซึมโปรตีน ซึ่งเป็นสารอาหารสำคัญของร่างกาย หากขาดโปรตีนทำให้สมองเสื่อมง่าย
การสูบบุหรี่
การดื่มเครื่องดื่มผสมแอลกอฮอล์
ความเครียด ความเครียดทำให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนคอร์ติซอลออกมา ซึ่งส่งผลร้ายต่อร่างกายและสมอง

สาเหตุของการเกิดโรคสมองฝ่อ

สำหรับสาเหตุของโรคสมองฝ่อมีหลายสาเหตุ โดยมีปัจจัยของการเกิดโรคสมองฝ่อ มีดังนี้

การเสื่อมของสมองตามวัย
การเกิดอุบัติเหตุที่ศีรษะกระทบกระเทือนต่อสมอง
การการทานยากันชัก ไดแลนติน (Dilantin)
โรคประจำตัวบางชนิด เช่น โรคภูมิต้านตนเอง (SLE) โรคไตวาย โรคติดเชื้อในสมอง โรคสมองอักเสบ โรคหลอดเลือดสมอง เป็นต้น
พฤติกรรมการใช้ชีวิตที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อสมอง เช่น ความเครียด การพักผ่อนน้อย การไม่ทานอาหารเช้า การขาดสารอาหาร เป็นต้น

โรค สมองฝ่อ

อาการของผู้ป่วยโรคสมองฝ่อ

สำหรับผู้ป่วยโรคสมองฝ่อ สามารถสรุปลักษณะอาการของผู้ป่วยโรคสมองฝ่อได้ ดังนี้

มีอาการลืมสิ่งที่เพิ่งจะเกิดขึ้น ซึ่งต่อมาจะส่งผลกระทบในด้านการรับรู้ การเข้าใจ และเหตุผล ทำให้ขาดความสนใจในเหตุการณ์หรือกิจกรรมที่เกิดขึ้นรอบตัว และในกรณีที่อาการหนักจะทำให้บุคลิกภาพของผู้สูงอายุเสียไป
มีอาการเกร็งของกล้ามเนื้อแขน และ ขา
ความสามารถในการช่วยเหลือตัวเองน้อยลง โดยมีอาการอื่นๆ ร่วมด้วยไม่ว่าจะเป็นความจำเสื่อม หลงลืม มีพฤติกรรมเปลี่ยนไป อัมพฤกษ์ อัมพาต เป็นต้น
ขี้หลงขี้ลืม เช่น พึ่งกินข้าวเสร็จ แต่บอกว่ายังไม่ได้กิน

การรักษาโรคสมองฝ่อ

สำหรับการรักษาโรคนี้นั้น ต้องรักษาตามอาการและต้องหาเหตุของโรคให้ชั้ดเจนเพื่อรักษาให้ตรงจุด โดยสามารถสรุปแนวทางการรักษาโรคสมองฝ่อ ได้ดังนี้

หากตรวจร่างกายแล้วพบว่าอยู่ในภาวะเลือดไปเลี้ยงสมองน้อย ซึ่งมีโอกาศเสี่ยงการเกิดโรคสมองฝ่อ สามารถป้องกันและแก้ไขก่อนที่จะเกิดโรค รวมถึงการรับประทานยาบางชนิด เช่น ยานอนหลับ ยาแก้ปวด ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานยาที่มีผลต่อการทำงานของสมอง
ในการรักษาโรคสมองฝ่อ อื่นๆให้รักษาและประคับประครองตามอาการที่พบ ไม่ควรปล่อยให้ผู้ป่วยอยู่ตามลำพัง ควรมีคนคอยดูแลอย่างใกล้ชิด
ให้ปรับสภาพแวดล้อมให้เป็นประโยชน์ต่อผู้ป่วย เช่น อาหารที่ดี ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ขับถ่ายทุกวัน เป็นต้น

การป้องกันการเกิดโรคสมองฝ่อ

สำหรับการป้องกันการเกิดโรคสมองฝ่อ สามารถป้องกันได้หากปรับพฤติกรรมให้เป็นประโยชน์ต่อสมอง ลดผลกระทบทุกอย่างที่มีโอกาสทำลายสมอง โดยรายละเอียดมี ดงันี้

หมั่นออกกำลังกายสมอง เช่น การฝึกคิด ฝึกการรับรู้ความรู้สึกให้สัมพันธ์กัน เช่น กระตุ้นการได้ยิน การมองเห็น การได้กลิ่น การรับรส เป็นต้น
การเล่นเกมส์หมากรุก
ฝึกคิดเลข
ท่องเที่ยวเพื่อพบเพื่อนใหม่ๆ
การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
รับประทานอาหารประเภทปลาทะเล ขิง ใบบัวบก เป็นต้น
ไม่ดื่มสุรา
งดสูบบุหรี่
ตรวจสุขภาพเป็นประจำ

ขอบคุณแหล่งที่มา https://beezab.com

มะกรูด ประโยชน์ของมะกรูด สมุนไพรหลากสรรพคุณคู่ครัวไทย

มะกรูด

มะกรูด ทั้งช่วยเสริมความงามและบำรุงสุขภาพ อยากรู้ว่ามะกรูดดีอย่างไรมาดูกันเลย

มะกรูด เป็นสมุนไพรที่นิยมใช้กันมาตั้งแต่ในสมัยโบราณ ไม่ว่าจะนำมาใช้ในการทำอาหาร ช่วยบำรุงสุขภาพเสริมความงาม หรือแม้แต่นำมาปลูกเพื่อเป็นสิริมงคล นอกจากนี้มะกรูดยังมีประโยชน์และสรรพคุณดี ๆ อีกมากมายที่ไม่ควรมองข้าม เรามาทำความรู้จักกับเจ้าพืชสมุนไพรผิวขุรขระชนิดนี้กันให้ดีขึ้นกว่าเดิมดีกว่าค่ะ พร้อมแล้วไปดูกันเลย

มะกรูด หรือที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า Kaffir lime, Leech lime, Mauritius papeda มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Citrus x hystrix L. นอกจากนี้ในประเทศไทยยังมีชื่ออีกหลากหลายชื่อ อาทิเช่น มะขู (แม่ฮ่องสอน), มะขุน มะขูด (ภาคเหนือ), ส้มกรูด ส้มมั่วผี (ภาคใต้) เป็นต้น เป็นพืชที่จัดอยู่ในตระกูล ส้ม (Citrus) โดยมีถิ่นกำเนิดในประเทศไทย ลาว มาเลเซีย และอินโดนีเซีย
มะกรูด

ลักษณะของมะกรูดเป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็ก เนื้อไม้แข็ง ลำต้นและกิ่งมีหนามยาวเล็กน้อย ใบเป็นใบประกอบชนิดลดรูป มีใบย่อย 1 ใบ เรียงสลับ รูปไข่ คือมีลักษณะคล้ายกับใบไม้ 2 ใบ ต่อกันอยู่ คอดกิ่วที่กลางใบเป็นตอน ๆ มีก้านแผ่ออกใหญ่เท่ากับแผ่นใบ ทำให้เห็นใบเป็น 2 ตอน กว้าง 2.5-4 เซนติเมตร ยาว 4-7 เซนติเมตร

ใบสีเขียวแก่พื้นผิวใบเรียบเกลี้ยง เป็นมัน ค่อนข้างหนา มีกลิ่นหอมมากเพราะมีต่อมน้ำมันอยู่ ซึ่งผลแบบนี้เรียกว่า ผลแบบส้ม (hesperitium) ใบด้านบนสีเข้ม ใต้ใบสีอ่อน ดอกออกเป็นกระจุก 3–5 ดอก กลีบดอกสีขาว เกสรสีเหลือง ร่วงง่าย มีกลิ่นหอม มีผลสีเขียวเข้มคล้ายมะนาวผิวเปลือกนอกขรุขระ ขั้วหัว-ท้ายของผลเป็นจุก

ผลอ่อนมีเป็นสีเขียวแก่ เมื่อผลสุกจะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองสด พันธุ์ที่มีผลเล็ก ผิวจะขรุขระน้อยกว่าและไม่มีจุกที่ขั้ว ภายในมีเมล็ดจำนวนมาก ๆ

ขอบคุณแหล่งที่มา https://health.kapook.com/

ปากแห้ง ริมฝีปากแห้ง เกิดจากอะไร รักษาอย่างไร และควรทำเช่นไร

ปากแห้ง คือ ภาวะริมฝีปากแห้ง ขาดความชุ่มชื้น เกิดจากภาวะขาดน้ำ น้ำลายน้อย ต่อมน้ำลายไม่ผลิตน้ำลาย เพื่อรักษาความชุ่มชื้นในปากอย่างปกติ

ปากแห้ง ป็นผลจากภาวะการขาดความชุ่มชื้นของริมฝีปาก จากสาเหตุต่างๆ เช่น ภาวะการขาดน้ำ ต่อมน้ำลายไม่ผลิตน้ำลาย ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของภาวะปากแห้ง สำหรับปัจจัยที่ทำให้ต่อมน้ำลายไม่ผลิตน้ำลาย เกิดจากสาเหตุต่างๆดังต่อไปนี้

  • ภาวะขาดน้ำ การดื่มน้ำไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย หรือ อยู่ในภาวะที่ทำให้ร่างกายเสียน้ำจำนวนมาก เช่น เสียเหงื่อ ท้องเสีย เสียเลือด มีไข้ อาการเหล่านี้ทำให้เกิดภาวะขาดน้ำ และ ส่งผลต่อริมฝีปากแห้ง
  • การใช้ยา การใช้ยาบางชนิด เช่น ยารักษาโรคซึมเศร้า ยาลดความดันโลหิต ยาแก้แพ้ ยาคลายกล้ามเนื้อ ยาแก้ปวด ยาลดน้ำมูก ยาเหล่านี้ส่งผลต่ออาการปากแห้งได้
  • ผลข้างเคียงจากการรักษาโรคมะเร็ง ด้วยการทำเคมีบำบัด ซึ่งอาจเกิดขึ้นในระหว่างการรักษา ผู้ป่วยที่ได้รับการฉายแสงบริเวณศีรษะและคอ อาจเกิดความผิดปรกติของต่อมน้ำลายได้
  • ผลข้างเคียงจากการผ่าตัดบริเวณศรีษะ หรือ ลำคอ ซึ่งอากเกิดความเสียหายที่เส้นประสาทจนทำให้เกิดภาวะปากแห้งได้ ซึ่งอาการนี้สามารถเกิดจากการได้รับบาดเจ็บที่ศรีษะหรือลำคอด้วย เช่นกัน
  • การใช้สารเสพติด รวมถึง การสูบบุหรี่ การดื่มแอลกอฮอล์ อาจทำให้เกิดความเสียหายของปากและอวัยวะภายในปาก ทำให้ปากแห้งอย่างรุนแรงได้
  • ความเสื่อมของร่างกายตามวัย สำหรับผู้สูงอายุมักมีภาวะปากแห้ง ด้วยปัจจัยต่างๆ จากการเปลี่ยนแปลงของร่างกาย การเจ็บป่วย หรือ การขาดสารอาหารบางชนิด

อาการของภาวะปากแห้ง

สำหรับผู้ป่วยภาวะริมฝีปากแห้ง มักมีภาวะการขาดน้ำร่วม โดยอาการจพแสดงออกที่ริมฝีปาก ให้เห็นอย่างเด่นชัด และ ภาวะปากแห้งเป็นสัญญาณของโรคต่างๆ ที่จะตามมาด้วย อาการของโรคปากแห้ง มีปัจจัยที่จะเกิดร่วม หรือ เป็นสาเหตุของโรคต่างๆที่แสดงอาการ ดังนี้

  • รู้สึกคอแห้ง เจ็บคอ กระหายน้ำ
  • รุ้สึกปากแห้ง และน้ำลายเหนียว
  • มีแผลในปาก หรือ มีรอยแตกที่ริมฝีปาก
  • มีอาการลิ้นแห้ง แสบลิ้น และ มีอาการลิ้นแดง
  • มีอาการเสียงแหบ
  • มีกลิ่นปาก
  • ภายในจมูกแห้ง แสบจมูกเวลาหายใจ

ปากแห้ง

ารรักษาปากแห้ง

สำหรับแนวทางการรักษาริมฝีปากแห้ง สามารถรักษาได้โดย การดูแลสุขภาพ รักษาความอบอุ่นของร่างกาย และ ดื่มน้ำให้เพียงพอ โดยแนวทางการรักษาริมฝีปากแห้ง มีดังนี้

ดื่มน้ำให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย วันละ 8 – 10 แก้วต่อวัน
อมลูกอม หรือ เคี้ยวหมากฝรั่ง เพื่อช่วยกระตุ้นให้ต่อมน้ำลายทำงานมากขึ้น
อมน้ำแข็ง เป็นการเพิ่มน้ำในปาก เพิ่มความชุ่มชื่นภายในปาก
ใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงริมฝีปาก หรือ ทาวาสลีนช่วยรักษาความชุ่มชื้นของริมฝีปาก
หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มเครื่องดื่มผสมแอลกอฮอล์ เครื่องดื่มผสมคาเฟอีน
เลิกสูบบุหรี่

ภาวะแทรกซ้อนที่เกิดจากปากแห้ง

สำหรับอาการปากแห้ง เป็นการเตือนว่าร่างกายเกิดความผิดปรกติ โดยภาวะแทรกซ้อนที่เกิดขึ้นจากอาการปากแห้ง เช่น ฟันผุ โรคเหงือกอักเสบ แผลในปาก ปากอักเสบ เป็นต้น

การป้องกันภาวะริมฝีปากแห้ง

สามารถป้องกันและบรรเทาอาการปากแห้ง ได้โดยมีแนวทางการปฏิบัติ ดังนี้

ดื่มน้ำให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย อย่างน้อยวันละ 8-10 แก้ว
รักษาความอบอุ่นของร่างกาย
หลีกเลี่ยงการกินอาหารที่เกิดการระคายเคืองต่อปาก เช่น อาหารเผ็ดหรือเค็มจัด
กระตุ้นการทำงานของต่อมน้ำลาย ด้วยการอมลูกอมหรือเคี้ยวหมากฝรั่ง
หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มสุรา กาแฟ
ไม่สูบบุหรี่

ขอบคุณแหล่งที่มา https://beezab.com

ภาวะ แคลเซียม ในเลือดต่ำ ต่อมพาราไทรอยด์ผิดปรกติ ต้องทำอย่างไร

ภาวะ แคลเซียม

ภาวะ แคลเซียม ในเลือดต่ำ คือ ภาวะการมีสารอาหารแคลเลซี่ยมในเลือดต่ำกว่าปรกติ สาเหตุเกิดภาวะดูดซึมแคลเซี่ยมในร่างกายผิดปรกติ

ภาวะ แคลเซียม ในเลือดต่ำ เป็น โรคต่อมไร้ท่อ ไม่ใช่โรคติดต่อ เกิดจาก ความผิดปรกติของร่างกาย หาก กล้ามเนื้อเกร็ง มือเกรง ปากเกร็ง เท้าเกร็ง อาจสงสัยว่าเป็น โรคแคลเลซี่ยมในเลือดต่ำ แล้ว โรค นี้มี สาเหตุจากอะไร อาการของโรคเป็นอย่างไร เราจะต้องทำอย่างไรเมื่อเป็น โรคแคลเซี่ยมในเลือดต่ำ โรคนี้ ป้องกันได้หรือไม่อย่างไร และ สมุนไพรที่ช่วยบำรุงแคลเซี่ยม มีอะไรบ้าง เนื้อหามี ดังนี้

แคลเซียมในเลือดต่ำ ( Hypocalcemia ) คือ ภาวะที่ร่างกายมีแคลเซียมในเลือดต่ำกว่าปกติ ซึ่ง ค่าแคลเซียมที่ปรกติของมนุษย์ อยู่ที่ 8-10.5 mg/dL หากว่านำ เลือด ไปตรวจและมี ค่าแคลเซี่ยมต่ำกว่า 8 mg/dL แปลว่าท่านได้เข้าสู่ โรคแคลเซี่ยมในเลือดต่ำ โรค นี้สามารถเกิดได้กับคนทุกเพศ ทุกศาสนา ทุกวัย

ภาวะ แคลเซียม

สาเหตุของภาวะแคลเซี่ยมในเลือดต่ำ

สาเหตุหลักจากแคลเซียมในเลือดมีต่ำกว่าปรกติ อวัยวะที่มีส่วนใน การช่วยให้การดูดซึมแคลเซี่ยมในร่างกาย ประกอบด้วย ต่อมพาราไทรอยด์ ไต ตับอ่อน ลำไส้ เป็นต้น ซึ่ง สาเหตุที่ทำให้เกิดการดูดซึมแคลเซี่ยมในร่างกายผิดปรกติ มี สาเหตุ แยกเป็นข้อๆ ได้ดังนี้

  • ความสามารถในการทำงานของ ต่อมพาราไทรอยด์ น้อยลง อาจจะเกิด จากการผ่าตัดต่อมไทรอยด์ ส่งผลกระทบกับ ต่อมพาราไทรอยด์
  • การไม่ตอบสอนต่อ ฮอร์โมนพาราไทรอยด์ ของร่างกายมนุษย์
  • อาการพิการ ของ ต่อมพาราไทรอยด์ มา แต่กำเนิด
  • รับประทานอาหารประเภท แมกนีเซี่ยม และ แคลเซี่ยม น้อย
  • โรคเกี่ยวกับไต ทำให้ความสามารถของไตทำได้น้อยลง ทำให้มีการ ขับแคลเซี่ยมออกมามาก ส่งผลให้ร่างกาย ไม่สามารถสร้างวิตามินดี ได้
  • โรคเกี่ยวกับลำไส้ ที่ ไม่สามารถดูดซึมแคลเซี่ยม ได้ตามปรกติ
  • โรคตับอ่อนอักเสบ ทำให้ ไม่สามารถดูดซึมแคลเซียม ได้ตามปรกติ
  • ปัญหาจาก การใช้ยา บางชนิด เช่น ยากันชัก ยาเพิ่มมวลกระดูก เป็นต้น

อาการของโรคแคลเซี่ยมในเลือดต่ำ

อาการของโรค นี้จะทำให้ ความดันเลือดต่ำ มี ภาวะการเกรงของกล้ามเนื้อ โดยเฉพาะ บริเวณมือ เท้า และ ปาก สามารถแพร่กระจายไปตามผิวหนังได้ ซึ่งอาจส่งผลให้ หัวใจเต้นผิดจังหวะ และ กล้ามเนื้อกล่องเสียงหด และ เกร็ง ทำให้ หายใจลำบาก ซึ่ง อาการของโรคภาวะแคลเซี่ยมต่ำ ต้องระวังเรื่องของ โรคแทรกซ้อน ของ การขาดแคลเซียม เช่น โรคกระดูกพรุน ต้อกระจก ฟันไม่แข็งแรง ร่างกายเจริญเติบโตช้า และสมองไม่เจริญเติบโต เป็น ปัญญาอ่อน ได้

การรักษาโรคภาวะแคลเซียมต่ำ

สามารถทำได้โดยการให้แคลเซี่ยมชดเชยส่วนที่ขาดเข้าสู่ร่างกาย ให้ยาและอาหารเสริม นอกจากนั้นแล้ว การรักษา อาการของโรคที่เป็น สาเหตุของการดูดซึมแคลเซี่ยมผิดปรกติ เช่น รักษาลำไส้อักเสบ รักษาไต รักษาตับอ่อน รักษาต่อมพาราไทรอยด์ และ ปรับปรุงพฤติกรรมการบริโภค ให้ทาน อาหารที่มีแคลเซียม มากขึ้น

ขอบคุณแหล่งที่มา https://beezab.com

โรคคางทูม การอักเสบจากการติดเชื้อไวรัส รักษาอย่างไร

โรคคางทูม

โรคคางทูม คือ ภาวะการติดเชื้อไวรัส RNA เป็นโรคติดต่อชนิดหนึ่ง ที่ทำให้มีไข้ บวมที่หลังหู บวมที่หน้าหู บวมที่คาง ปวดเวลาเคี้ยวอาหาร ติดเชื้อที่ต่อมน้ำลาย ต่อมน้ำลายอักเสบ

โรคคางทูม โรคติดต่อ โรคติดเชื้อไวรัส บวมที่หลังหู บวมที่หน้าหู บวมที่คาง ปวดเวลาเคี้ยวอาหาร เป็นการติดเชื้อที่ต่อมน้ำลาย โรคคางทูมมีโรคแทรกซ้อนอะไรบ้าง การป้องกันโรคคางทูมทำอย่างไร ผู้ป่วยโรคนี้ต้องดูแลตัวเองอย่างไร

สาเหตุของโรคคางทูม

คางทูม เกิดจากการติดเชื้อโรค เป็นเชื้อไวรัสกลุ่มพารามิกโซ(paramyxovirus) ซึ่งสาเหตุของการติดเชื้อมาจากน้ำลาย หรือการการไอ การจาม รวมถึงการสัมผัสน้ำลายของผู้มีเชื้อโรคดังกล่าว เมื่อเชื้อเข้าไปในร่างกาย จะเข้าสู่กระแสเลือด ก่อนที่จะแพร่กระจายไปสู่ยังอวัยวะต่าง ๆ เมื่อเข้าสูต่อมน้ำลายทำให้เกิดการอักเสบ

อาการของคางทูม

คางทูมมีอาการอย่างไร หลังจากผู้ป่วยได้รับเชื้อไปประมาณ 7-20วัน จะมีไข้ อ่อนเพลีย เบื่ออาหารหลังจากนั้นต่อมน้ำลายจะอักเสบ จะมีอาการบวมที่ใต้หู้ เราเรียกว่าต่อม parotid ผิวหนังเหนือต่อมน้ำลายจะบวม แดง อาการบวมจะเริ่มจากหน้าใบหูบวมมายังหลังใบหู และลงมาคลุมขากรรไก อาการบวมมักจะไม่เกิน 7 วัน ปวดมากเวลาพูด กลืนและเคี้ยวอาหาร ในเพศชายจะมีอาการอัณฑะอักเสบ หลังจากต่อมน้ำลายอักเสบแล้ว 4-10 วัน คางทูมอาจทำให้สมองอักเสบได้ โดยสังเกตุอาการโดย ผู้ป่วยจะมีไข้ ปวดหัวและมีอาการซึม คอแข็ง หลังแข็ง หากพบอาการดังกล่าวให้พบแพทย์โดยด่วน

โรคคางทูม

โรคแทรกซ้อนที่มากับคางทูม

โรคแทรกซ้อนที่เกิดจากการเป็นโรคคางทูม เช่น โรคอัณฑะอักเสบ รังไข่อักเสบ เยื่อหุ้มสมองอักเสบ และระบบประสาทหูอักเสบ รายละเอียดดังนี้

อัณฑะอักเสบจากโรคคางทูม โดยส่วนมากชายที่เป็นคางทูมร้อยละ 25 จะมีอาการอัณฑะอักเสบ ลูกอัณฑะจะปวดบวม เจ็บและรู้สึกอึดอัด หากไม่รีบรักษา อาจทำให้เป็นหมันได้
รังไข่อักเสบจากโรคคางทูม หากเกิดผู้หญิงเป็นโรคคางทูม จะทำให้มีไข้และปวดท้องน้อย หากการตั้งครรภ์มีอัตราเสี่ยงต่อการแท้งบุตรสูง
เยื่อหุ้มสมองอักเสบจากโรคคางทูม เนื่องจากเชื้อโรคเข้าสู่กระแสเลือด ทำให้เชื้อโรคเข้าสู่เยื่อหุ้มสมอง ทำให้ปวดศีรษะอย่างหนัก คอแข็ง หลังแข็ง หากรักษาไม่ทันอาจทำให้เสียชีวิตได้
ระบบประสาทหูอักเสบจากโรคคางทูม เนื่องจากโรคคางทูม อยู่ในจุดที่ใกล้กับระบบประสาทหู อาการประสาทหูอักเสบจะเข้าไปทำลายระบบการได้ยิน ทำให้หูชั้นในอักเสบ ซึ่งหากไม่รักษาสามารถทำให้หูหนวกได้

การรักษาโรคคางทูม

การรักษาโรคคางทูม ไม่มียาที่รักษาโรคคางทุมได้เฉพาะทาง ทำได้โดยการรักษาอาการตามโรค เช่น ยาแก้ปวดและการพักผ่อนให้มาก

การป้องการโรคคางทูม

โรคคางทูมสามารถป้องกันได้โดยการฉีดวัคซีน ซึ่งต้องฉีดวัคซีนตั้งแต่อายุ 9 ถึง 12 เดือน และต้องฉีดซ้ำอีกครั้งในช่วง อายุ 4 ถึง 6 ปี

การดูแลผู้ป่วยโรคคางทูม

โรคคางทูมมีสาเหตุมาจากการติดเชื้อไวรัส การดูแลผู้ป่วยในระยะที่ยังไม่มีอาการแทรกซ้อน สามารถทำได้เพียง ให้พักผ่อน ช่วยลดไข้ และร่างกายจะรักษาตัวเองตามธรรมชาติ โดยทั่วไปอาการไข้จะอยู่ในช่วงไม่เกิน 6 วัน และอาการบวมจะลดลงเองภายใน 10 วัน ซึ่งผู้ป่วยต้องพักผ่อนให้เพียงพอ ดื่มน้ำมาก ๆ และทานยาลดไข้ เวลาปวดให้ใช้น้ำเย็นประคบ เลี่ยงการเคี้ยวอาหารที่แข็ง ควรรักษาตัวอยู่บ้านเพื่อไม่ให้แพร่เชื้อโรคสู่ผู้อื่น

ขอบคุณแหล่งที่มา https://beezab.com

โรคสมาธิสั้น ปัญหาสำคัญ ของเด็ก เกิดจากอะไร รักษาอย่างไร

โรคสมาธิสั้น ภาวะการขาดสมาธิในการตั้งใจทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งให้สำเร็จ ไม่ใส่ใจคำสั่ง ไม่อยู่นิ่งๆ ไม่อดทน เด็กไม่เกิน 6 ขวบจะแสดงออกได้ชัดเจน

โรคสมาธิสั้น พ่อแม่ผู้ปกครองต้องเข้าใจและอธิบายให้บุตรหลานเข้าใจถึงความจำเป็นในการรักษาโรค แต่ไม่ควรดูแลเด็กมากเกินไป เพราะจะทำให้เด็กขาดทักษะในการใช้ชีวิต แต่ก็ไม่ควรละเลยต่อการดูแลรักษา การลดการกระตุ้นอารมณ์ เช่น การเล่นรุนแรง การล้อเลียนเด็ก จะช่วยให้ทุกอย่างไม่แย่ลงไป

การสังเกตเด็กที่มีภาวะสมาธิสั้นหรือโรคไฮเปอร์ สามารถสังเกตุได้จาก พฤติกรรม 2 อย่าง คือ การมีสมาธิและความซุกซน โดยรายละเอียดการสังเกตุเด็กไฮเปอร์ มีดังนี้

ลักษณะการขาดสมาธิ ( attention deficit ) พบว่ามีอาการให้สังเกตุ คือ ไม่สามารถทำงานที่ครูหรือพ่อแม่สั่งจนสำเร็จ ไม่มีสมาธิในขณะเล่นหรือทำงาน ไม่ค่อยฟังเวลาพูด ไม่ตั้งใจฟัง ไม่มีระเบียบ วอกแวก ขี้ลืม เป็นต้น
ลักษณะการซน ( hyperactivity ) พบว่าอาการที่สามารถสังเกตุได้ คือ ยุกยิกอยู่ไม่สุข ลุกเดินบ่อย ชอบวิ่ง ชอบปีน พูดไม่หยุด เล่นเสียงดัง ตื่นตัวตลอดเวลา รอคอยไม่เป็น

สาเหตุของโรคสมาธิสั้น

สาเหตุของการเกิดโรคสมาธิสั้น ไม่สามารถสรุปสาเหตุได้อย่างชัดเจน แต่จากการศึกษาปัจจัยเสี่ยงต่างๆที่ส่งผลต่อโรคสมาธิสั้น สามารถสรุปปจัจัยการเกิดโรคได้ ดังนี้

การถ่ายทอดทางพันธุกรรม ผู้ป่วยโรคสมาธิสั้น มักมีญาติพี่น้องที่เคยมีปัญหาสามธิสั้น
โครงสร้างของสมองตั้งแต่กำเนิด จากการสแกนสมองของคนทั่วไป เปรียบเทียบกับผู้ป่วยโรคสมาธิสั้น พบว่า พื้นที่บางส่วนของสมองผู้ป่วยโรคสมาธิสั้น ไม่เหมือนกับสมองคนปรกติ
การขาดการดูแลที่ดีตั้งแต่อยู่ในครรภ์ เช่น แม่ชอบสูบบุหรี่และดื่มเครื่องดื่มผสมแอลกอฮอล์ รวมถึงการเสพสารเสพติดขณะตั้งครรภ์
การได้รับสารพิษจนเกิดความผิดปรกติของสมอง เช่น ได้รับสารตะกั่วเข้าสู่ร่างกายในปริมาณมาก
อย่างไรก็ตาม แต่การให้เด็กดูโทรทัศน์ เล่นเกม ดูอินเตอร์เน้ต หรือ การทำกิจกรรมต่าง ๆ อย่างพอดี ย่อมเป็นวิธีที่เหมาะสมที่สุดในการเลี้ยงดูเด็ก

โรคสมาธิสั้น

อาการของผู้ป่วยสมาธิสั้นหรือโรคไฮเปอร์

สำหรับอาการโรคไฮเปอร์ สามารถแบ่งเป็นกลุ่มอาการของโรคได้ ซึ่งเราจะสรุปไว้ได้ ดังนี้

กลุ่มอาการโรคไฮเปอร์ สำหรับกลุ่มอาการของโรคไฮเปอร์ สามารถแบ่งได้ 2 กลุ่มอาการ คือ กลุ่มอาการซึมเศร้า และ กลุ่มอาการกร้าวร้าว ทั้งนี้อยู่ที่การดูแลสภาพแวดล้อมของเด็ก และหากได้รับการดูแลอย่างดี จะสามารถเปลี่ยนเป็นความสามารถพิเศษได้ รายละเอียดของกลุ่มอาการดรคไฮเปอร์ มีดังนี้

โรคไฮเปอร์กลุ่มอาการซึมเศ้รา จะมีอาการ หงอยเหงา ไม่กล้าแสดงออก ขี้อาย ชอบเก็บตัว ไม่เข้าสังคม คนกลุ่มนี้มีโอกาสเสี่ยงการทำร้ายตนเองจน หรือ เสี่ยงต่อการฆ่าตัวตาย
โรคไฮเปอร์กลุ่มอาการกร้าวร้าว จะมีอาการต่อต้านสังคม ชอบใช้ความรุ่นแรง ชอบขวางโลก ขาดการยั้งคิดต่อการกระทำผิด อารมณ์แปรปรวน คนกลุ่มนี่้เป็นอันตรายต่อสังคม

อาการของผุ้ป่วยสมาธิสั้น สามารถแบ่งอาการของโรคให้สามารถสังเกตุได้ 3 อาการ ดังนี้

อาการซนผิดปรกติ ( Hyper Activity ) ความซนะมากกว่าเด็กทั่วไป ไม่อยู่นิ่งตลอดเวลา
อาการวอกแวก สามารถตอบสนองสิ่งเร้าง่าย การทำงานต่างๆไม่ค่อยสำเร็จ
อาการหุนหันพลันแล่น ( Impulsive ) เด็กมักจะแสดงออกในลักษณะการรอคอยไม่เป็น มักเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุต่อตัวเด็กได้ง่าย

การรักษาโรคสมาธิสั้น

สำหรับการรักษาโรคสมาธิสั้นหรือโรคไฮเปอร์นั้น ต้องรักษาด้วยการการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ร่วมกับการใช้ยารักษาโรค โดยรายละเอียดการรักษาโรคไฮเปอร์ มีดังนี้

การรักษาด้วยการปรับพฤติกรรม ( Behavioral modification ) การปรับพฤติกรรมของเด็กสมาธิสั้นต้องใช้เวลานาน และ ต้องทำอย่างต่อเนื่อง และสม่ำเสมอ โดยให้อยู่ในการดูแลและคำแนะนำของแพทย์ เราสามารถทำข้อตกลงกับเด็ก ตั้งเป้าหมายให้ชัดเจน สร้างแรงจูงใจ และให้คำชมเชย หากสามารถทำได้ตามเป้าหมาย
การรักษาด้วยการใช้ยา ในปัจจุบันนิยมใช้ยารักษามากขึ้น เนื่องจากได้ผลรวดเร็ว และสามารถทำควบคู่กับการปรับพฤติกรรมได้ การรักษาด้วยยานั้นขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น การแสดงออกทางความรุนแรง เป็นต้น

การป้องกันโรคสมาธิสั้น

สาเหตุของการเกิดโรคสมาธิสั้น นั้นยังไม่ชัดเจนนั้น การป้องกันการเกิดโรคสมาธิสั้น ต้องทำการลดความเสี่ยงตั้งแต่การตั้งครรภ์และการเลี้ยงดุเด็ก โดยมีข้อแนะนำการป้องกันการเกิดโรคไฮเปอร์ ดังนี้

  • ไม่สูบบุหรี่ ไม่ดื่มสุรา และไม่ใช้สารเสพติดในขณะตั้งครรภ์
  • หลีกเลี่ยงการอยู่ในบริเวณที่มีมลพิษและสารเคมีที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย เช่น สารตะกั่ว เป็นต้น
  • ปรับพฤติกรรมและรับมือกับสถานการณ์ที่แตกต่างอย่างเหมาะสม เพื่อลดพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ของเด็ก

ขอบคุณแหล่งที่มา https://beezab.com