ประโยชน์ ของ น้ำผัก & น้ำผลไม้เพื่อสุขภาพ ที่ ธรรมชาติบำบัด

ประโยชน์

ประโยชน์ ของ น้ำผัก & น้ำผลไม้ การรักษาโดยไม่ใช้ยา หรือที่เรียกว่า “ธรรมชาติบำบัด” ในปัจจุบันได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะการดื่มน้ำผักผลไม้สด

ประโยชน์ ไม่ว่าจะเพื่อการรักษาอาการเจ็บป่วยเล็กน้อย โรคที่รักษายาก หรือโรคเรื้อรัง น้ำผักผลไม้สดก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่กำลังได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก เพราะไม่เพียงแต่จะช่วยทำให้มีสุขภาพดีเท่านั้น แต่ยังช่วยทำให้ร่างกายสดชื่นขึ้นอีกด้วย เนื่องจากน้ำผักผลไม้อุดมไปด้วยสารอาหารที่มีประโยชน์ในการบำรุงสุขภาพ และช่วยรักษาโรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ

ประโยชน์

วิธีการทำน้ำผักผลไม้ คือ การทำให้น้ำและกากแยกออกจากกัน ซึ่งเราเรียกว่าการคั้น ประโยชน์ที่ได้จากการคั้นก็คือ กากในผกผลไม้ที่ย่อยไม่ได้จะถูกแยกออกไป เหลือเพียงแต่น้ำที่มีแต่สารอาหารล้วน ๆ จึงมีความเข้มข้นกว่าการรับประทานสดด้วยวิธีปกติ เช่น เมื่อเรารับประทานแครอทแบบสด ๆ ร่างกายของเราจะดูดซึมเบต้าแคโรทีนได้เพียง 1% ส่วนที่เหลืออีก 99% จะจับอยู่กับกากใย แต่ถ้าเป็นการคั้นน้ำแครอท กากใยเหล่านั้นจะถูกแยกออกไป คุณจึงได้รับเบต้าแคโรทีนเกือบ 100% คุณจึงมั่นใจได้ว่าการคั้นน้ำผักผลไม้ดื่มทุกวัน ร่างกายของคุณจะได้รับวิตามิน เกลือแร่ และเอนไซม์เต็ม ๆ

น้ำผลไม้

น้ําผลไม้เพื่อสุขภาพ คือ ของเหลวที่อยู่ในเนื้อเยื่อของผลไม้ตามธรรมชาติ น้ำผลไม้จะได้มาจากการนำผลไม้ไปคั้นหรือปั่นผลไม้เหล่านั้นโดยไม่ใช้ความร้อนหรือตัวทำละลาย ซึ่งน้ำผลไม้สำเร็จรูปที่วางขายหลายยี่ห้อจะถูกกรองเอากากใยอาหารออก แต่น้ำผลไม้ที่มีเนื้อก็ยังคงเป็นเครื่องดื่มที่นิยม โดยอาจขายในรูปแบบเข้มข้น ซึ่งจำเป็นต้องเติมน้ำเพื่อลดความเข้มข้นจนกระทั้งอยู่ในสถานะปกติ โดยน้ำผลไม้แบบเข้มข้นมักจะมีรสชาติที่ต่างจากน้ำผลไม้คั้นสดอย่างชัดเจน

ขอบคุณแหล่งที่มา https://medthai.com

Face book , Instagram , Twitter ส่งผลกระทบอะไรต่อร่างกายของเราบ้าง

Face book

Face book , Instagram หรือ Twitter คุณอาจจะเล่นหมดทั้งสามอย่าง หรืออาจจะเล่นอย่างอื่นด้วยเหตุที่คนส่วนใหญ่เลือกที่ก้าวเข้ามาในโลกของโซเชียลมีเดีย เพราะเป็นสื่อที่ได้รับความนิยมอย่างสูง

Face book , Instagram หรือ Twitter เป็นสื่อที่ได้รับความนิยมอย่างสูงในสังคมปัจจุบัน และเป็นแหล่งรวมเนื้อหาต่างๆ นานาให้เราได้คุย ได้อ่าน ได้เพลิดเพลินแทนที่สื่อเก่าที่มีมานานอย่างโทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ และวิทยุ

แต่การใช้โซเชียลมีเดียมากๆ อาจส่งผลเสียต่อสุขภาพจิตของเราได้โดยที่เราไม่รู้ตัว และโซเชียลมีเดียแต่ละอย่างก็ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของเราไม่เหมือนกัน และไม่เท่ากัน

จากการรวบรวมข้อมูลของผู้ใช้โซเชียลมีเดียชาวอังกฤษวัย 14-24 ปี เปรียบเทียบกับสุขภาพโดยรวมในปี 2017 แสดงให้เห็นว่า โซเชียลมีเดียส่งผลกระทบต่อร่างกายทั้งในด้านดี และด้านลบ ดังนี้

ปัญหาในการนอนหลับ

ผู้ใช้งาน Facebook มีปัญหาด้านการนอนหลับพักผ่อนมากที่สุด รองลงมาเป็นผู้ใช้งาน Instagram และ Twitter

ปัญหา Fear of Missing Out

ปัญหา Fear of Missing Out หรืออาการวิตกกังวลว่าจะตกกระแส ตามข่าวไม่ทันจนกระวนกระวายใจเกินเหตุ ผู้ใช้ Instagram ได้รับผลกระทบมากที่สุด รองลงมาเป็น Facebook และ Twitter

ปัญหาการกลั่นแกล้งผ่านโลกไซเบอร์

ผู้ใช้งาน Facebook ได้รับผลกระทบมากที่สุด รองลงมาเป็นผู้ใช้ Twitter และ Instagram

ปัญหาการขาดความมั่นใจในรูปร่างหน้าตา

เห็นได้อย่างชัดเจนว่าแพลตฟอร์มอย่าง Instagram ที่เน้นการถ่ายรูปเป็นหลักจะได้รับผลกระทบไปเต็มๆ ตามมาด้วยผู้ใช้งาน Facebook และ Twitter

ปัญหาเรื่องความวิตกกังวล

ผู้ใช้งาน Instagram ได้รับผลกระทบมากที่สุด รองลงมาเป็นผู้ใช้งาน Facebook และ Twitter

Facebook

ปัญหาอาการซึมเศร้า

ผู้ใช้งาน Facebook ได้รับผลกระทบมากที่สุด รองลงมาคือ Instagram และ Twitter

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าส่วนใหญ่ผู้ใช้งาน Twitter ดูเหมือนจะได้รับผลกระทบด้านลบจากโซเชียลมีเดียน้อยที่สุด แต่ผู้ใช้ Twitter เป็นคนเพียงกลุ่มเดียวที่มีความเสี่ยงต่อปัญหาความสัมพันธ์กับคนรอบข้างในชีวิตจริง

การเปลี่ยนแปลงของผู้ใช้โซเชียลมีเดียในด้านที่ดีขึ้น

ความมั่นใจในการแสดงออก

ผู้ใช้ Twitter และ Instagram เป็นกลุ่มที่มีการพัฒนาในเรื่องความมั่นใจในการแสดงออกมากที่สุด ตามมาด้วยผู้ใช้ Facebook

ความมั่นใจในรูปลักษณ์ของตัวเอง

เมื่อเป็นการแสดงภาพของตัวเองอย่างชัดเจน Instagram จึงเป็นแพลตฟอร์มที่ตอบสนองต่อการสร้างความั่นใจในรูปร่างหน้าตาของตัวเองได้มากที่สุด รองลงมาเป็น Twitter และ Facebook ตามลำดับ

การสนับสนุนทางอารมณ์

ปรากฏว่าแพลตฟอร์มที่ช่วยในการยับยั้งชั่งใจก่อนปลดปล่อยอารมณ์รุนแรงออกมา กลับเป็น Facebook ตามมาด้วย Twitter และ Instagram ที่พบการตอบสนองทางด้านความรุนแรงของอารมณ์ได้น้อยกว่า

การสร้างกลุ่มเพื่อน

หากอยากจะใช้โซเชียลมีเดียในการหาเพื่อนคุยเพื่อพักผ่อนหย่อนใจ หรือแบ่งปันความรู้สึกต่างๆ ให้แก่กัน Facebook เป็นแพลตฟอร์มที่เหมาะสมที่สุด รองลงมาคือ Twitter และ Instagram

การรับรู้ถึงสุขภาพของคนอื่น

เป็นที่ที่ผู้ใช้งานเปิดเผยเรื่องราวเกี่ยวกับสุขภาพของตัวเองออกมาได้มากที่สุด ซึ่งเป็นผลดีต่อการวินิจฉัยสุขภาพในด้านต่างๆ มากขึ้น รองลงมาคือ Twitter และ Instagram

อย่างไรก็ตาม โซเชียลมีเดียทุกชนิดมีผลกระทบต่อความสัมพันธ์กับคนรอบข้างในชีวิตจริง การเข้ารับคำปรึกษาด้านสุขภาพอย่างจริงจังกับผู้เชี่ยวชาญ และความเหงาโดดเดี่ยวเดียวดาย และนี่เป็นสาเหตุของความเสี่ยงของโรคที่เกี่ยวกับสุขภาพจิตที่อาจเกิดขึ้นได้กับคนที่เสพติดโซเชียลมีเดียมากเกินไป ดูบอลออนไลน์ HD

Facebook

ใช้โซเชียลมีเดียให้เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย

ดังจะเห็นได้ตามด้านบนว่า โซเชียลมีเดียไม่ได้มีแต่ด้านลบ แต่ยังมีประโยชน์กับสุขภาพจิตของเราอยู่บ้านเช่นกัน ดังนั้นหากเราใช้โซเชียลมีเดียอย่างถูกวิธี ก็จะทำให้เราสุขภาพจิตดี และมีความสุขได้ทั้งในโลกอินเตอร์เน็ต และโลกของชีวิตจริง

1. กำหนดเวลาในการเล่นโซเชียลมีเดียอย่างแน่นอน ไม่ควรเล่นโซเชียลมีเดียทั้งวันทั้งคืนโดยที่ไม่สามารถควบคุมตัวเองให้เลิกเล่นได้ ถึงเวลาที่ต้องทำงาน กินข้าว หรือทำกิจกรรมที่ต้องใช้สมาธิ ก็ต้องสามารถวางมือจากอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ ลงได้

2. คิดให้ดีก่อนพิมพ์ลงไป ลดการใช้ Hate Speech ก่อนจะพิมพ์ว่ากล่าวใครควรคำนึงถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เช่น ประวัติของเราจะเสียไหม หากผู้ใหญ่มาเห็นจะว่าอย่างไร เจ้านาย หรือ HR มาเห็นจะเป็นอย่างไร คำที่เราพิมพ์ลงไปจะทำลายชีวิตของใครหรือเปล่า เป็นต้น

3. ปล่อยวางจากการเรียกร้องความสนใจจากคนที่เราไม่รู้จัก ไม่จำเป็นที่เราจะต้องได้ยอด follows หรือยอด Likes มากเพื่อทำให้เรามีความสุข ขอให้เรามีความสุขกับการได้เผยแพร่คำพูดที่อ่านแล้วเป็นสุขกับคนอื่นๆ จะดีกว่า

4. จำไว้ว่า เราใช้โซเชียลมีเดียเพื่อการผ่อนคลายความเครียด เพื่อเป็นงานอดิเรก ไม่ควรให้โซเชียลมีเดียมาทำให้เราเครียดมากขึ้น หากเริ่มรู้สึกว่าโซเชียลมีเดียทำให้เราเครียด