ข้าวยำธัญพืช สูตรอาหารคาวเมนูธัญพืช อร่อยมากคุณค่าใส่ใจสุขภาพ

ข้าวยำธัญพืช

ข้าวยำธัญพืช เอาใจสาว ๆ ที่รักหุ่นสวยกับเมนูข้าวยำธัญพืช

ข้าวยำธัญพืช สูตรจาก นิตยสารรักลูก ใส่ข้าวกล้องกับธัญพืชต่าง ๆวิเคราะห์บอล คลุกกับน้ำบูดูจนเข้ากัน

ส่วนผสม ข้าวยำธัญพืช

• ข้าวกล้อง 1 ถ้วย
• มะพร้าวคั่ว 1 ช้อนโต๊ะ
• จมูกข้าว 1 ช้อนชา
• งาดำ 1 ช้อนชา
• ข้าวโอ๊ต 1 ถ้วย
• พริกป่น 1/2 ช้อนชา
• น้ำมะนาว 1 ช้อนโต๊ะ
• ส้มโอหรือมะม่วงเปรี้ยว ผักพื้นบ้าน ถั่วพู ชะพลู หรือผักอื่น ๆ ตามชอบ

ส่วนผสม น้ำ​ข้าวยำ (น้ำ​เคยข้าวยำ​)​

• น้ำเคยข้าวยำ 1/2 ถ้วย
• น้ำเปล่า 1 ถ้วย
• เต้าเจี้ยวปลอดสารอย่างดี 1 ขวด
• น้ำตาลอ้อย 1/2 กิโลกรัม
• ข่าหั่นแว่นทุบละเอียด 2-3 แว่น
• ตะไคร้ซอย 1 ต้น
• ใบมะกรูดฉีก 2-3 ใบ

ข้าวยำธัญพืช

วิธีทำข้าวยำธัญพืช

1. ปั่นเต้าเจี้ยวให้ละเอียด
2. ตั้งหม้อใส่ส่วนผสมของน้ำเคยข้าวยำลงไป เคี่ยวจนเดือด จากนั้นให้เบาไฟ ใช้ไฟอ่อนเคี่ยวต่อจนหอม พอน้ำบูดูข้นแล้วจึงยกลง กรองเอาแต่น้ำบูดูมาใช้
3. จัดเรียงข้าวกล้อง เครื่องเคียง และผักต่าง ๆ ลงในจานอย่างสวยงาม เทน้ำบูดูใส่ในถ้วยเล็ก ๆ เสิร์ฟพร้อมกัน

ขอบคุณแหล่งที่มา https://cooking.kapook.com/

โรคไขสันหลัง โรคระบบข้อและกระดูก เกิดจากอะไร รักษาอย่างไร

โรคไขสันหลัง คือ ภาวะการได้รับบาดเจ็บ ส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงานของกระดูกสันหลัง โรคระบบข้อและกระดูก เป็นโรคที่พบได้ไม่บ่อย

โรคไขสันหลัง มีหน้าที่หลักในการเชื่อมต่อการทำงาน รับและส่งสัญญาณต่างๆระหว่างสมองกับเส้นประสาทส่วนปลายที่ควบคุมการการเคลื่อนไหวและการรับรู้ความรู้สึกของเนื้อเยื่อและอวัยวะต่างๆในร่างกาย หน้าทีของไขสันหลัง สามารถสรุปได้ ดังนี้

  • รับและส่ง คำสั่งการ ( Motor information ) ในการทำงานของอวัยวะต่างๆ
  • รับและส่งประสาทสัมผัส รับความรู้สึกต่างๆ และ สั่งให้เกิดปฏิกิริยาตอบสนองฉับพลันต่อตัวกระตุ้น ( Stimulus ) เช่น อาการไอ การหลับตา การจาม การเกา เป็นต้น

โรคของไขสันหลัง หากเป็นโรคจากความผิดปรกติของไขสันหลังเองนั้นพบไม่บ่อย โดยมากจากเกิดจากการถูกกระทบกระเทือนโดยตรงต่อกระดูกสันหลัง เช่น อุบัติเหตุ การตกจากที่สูง การถูกยิง การถูกแทง หรือ การติดเชื้อในกระแสลือดที่แพร่กระจายจนลุกลามสู่ไขสันหลัง สำหรับการติดเชื้อสู่ไขสันหลัง เกิดจากโรคต่างๆ เช่น ไขสันหลังอักเสบติดเชื้อ การอักเสบต่างๆที่ไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อ โรคเนื้องอกไขสันหลัง โรคมะเร็ง

สาเหตุของการเกิดโรคไขสันหลัง

สำหรับสาเหตุและปัจจัยเสี่ยงที่ก่อให้เกิดโรคไขสันหลัง สามารถสรุปสาเหตุได้ ดังนี้

  • การเกิดอุบัติเหตุ กระแทกต่อกระดูกสันหลัง ทำให้มีโอกาสเกิดดารกดทับไขสันหลังของกระดูกสันหลังได้
  • การติดเชื้อโรคที่ส่งผลให้เกิดไขสันหลังอักเสบ ซึ่งมักเกิดจากเชื้อไวรัสชนิดรุนแรง เช่น โรคโปลิโอ โรคหัด โรคคางทูม เป็นต้น
  • การอักเสบของร่างกาย แต่ไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อโรค เช่น โรคแพ้ภูมิต้านทานตนเอง โรคเนื้องอกต่างๆ โรคเนื้องอกที่ไขสันหลัง เป็นต้น
  • การแพร่กระจายของมะเร็ง เข้าสู่กระแสเลือด และลามเข้าสู่ไขสันหลัง
  • เกิดจาดผลข้างเคียงจากการรับวัคซีนบางชนิด เช่น วัคซีนไข้หวัดใหญ่ วัคซีนโรคหัด เป็นต้น
  • การถ่ายทอดทางพันธุกรรม

โรคไขสันหลัง

อาการของผู้ป่วยโรคไขสันหลัง

สำหรับผู้ป่วยโรคไขสันหลัง จะแสดงอาการสำคัญ ที่ระบบประสาท การควบคุมร่างกาย และ อาการที่หลังบริเวณกระดูกสันหลังโดยตรง สามารถสรุปอาการสำคัญ ได้ดังนี้

  • มีอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรง เช่น แขนขาอ่อน หรือ แขนทั้ง 2 ข้างอ่อนแรง หรือ ขาทั้ง 2 ข้างอ่อนแรง หรือจะมีอาการอ่อนแรงครึ่งซีก
  • มีอาการปวดหลังชนิดเรื้อรัง
  • มีอาการกระตุกที่กล้ามเนื้อ
  • ไม่สามารถควบคุมการขับถ่ายได้
  • อาจมีอาการกล้ามเนื้อแขนขาลีบ

การวินิจฉัยโรคไขสันหลัง

การวินิจฉัยเพื่อหาโรคไขสันหลัง นั้นแพทย์จะทำาการ ซักถามประวัติต่างๆ ประวัติการรักษาโรค ประวัติการเกิดอุบัติเหตุ ประวัติการรับวัคซีน และทำการตรวจร่างกายอย่างละเอียด เช่น เอกซเรย์ไขสันหลัง การตรวจน้ำหล่อเลี้ยงสมองและไขสันหลัง การเจาะน้ำไขสันหลัง ซึ่งการเจาะน้ำที่ไขสันหลังนั้น สามารถตรวจดู สารผิดปกติ สารภูมิต้านทานเฉพาะโรคต่างๆ ดูเซลล์ผิดปกติต่างๆ และอาจ ต้องตัดชิ้นเนื้อจากก้อนเนื้อที่ไขสันหลัง ไปตรวจทางพยาธิวิทยา ด้วย

การรักษาโรคไขสันหลัง

การรักษาโรคไขสันหลังนั้น มีแนวทางการรักษาโรค โดยการรักษาตามสาเหตุของการเกิดโรค การประคับประคองอาการของโรคตามอาการป่วย และการทำกายภาพบำบัด โดยสามารถสรุปรายละเอียด ดังนี้

  • การรักษาตามสาเหตุของการเกิดโรค เช่น หากเกิดอุบัตติเหตุต้องรับการผ่าตัด หากเกิดจากเนื้องอกให้ทำการผ่าตัดร่วมกับการฉายรังสี และให้ยาปฏิชีวนะเมื่อเกิดจากการติดเชื้อโรค เป็นต้น
  • การรักษาด้วยการประคับประคองตามอาการของโรค เช่น การให้ยาแก้ปวด การใช้สายสวนปัสสาวะ การสวนอุจจาระ เป็นต้น
  • การทำกายภาพบำบัด ในกรณีกล้ามเนื้ออ่อนแรง เป็นต้น
  • การดูแลตนเองเมื่อเป็นโรคกระดูกสันหลัง

สำหรับการดูแลตนเองนั้นมีความสำคัญต่อการรักษาโรค โดนจำเป็นต้องปฏิบัติตามคำแนะนำของ แพทย์ รักษาสุขอนามัยพื้นฐาน เพื่อลดการติดเชื้อโรค รักษาสุขภาพจิตให้มีคามเข้มแข็ และทำกายภาพบำบัดอย่างสม่ำเสมอ

การป้องกันการเกิดโรคไขสันหลัง

สำหรับการป้องกันการเกิดโรคนี้นั้น ต้องดูแลตนเองไม่ให้มีดอกาสเกิดอุบัติเหตุ รวมถึงต้องรับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคที่เป็นสาเหตุของไขสันหลังอักเสบ เช่น โรคโปลิโอ โรคหัด เป็นต้น

ขอบคุณแหล่งที่มา https://beezab.com

ต้มข่าหัวปลี อาหารไทย เมนูแกงกะทิ แบบง่ายๆพร้อมวิธีทำ

ต้มข่าหัวปลี

ต้มข่าหัวปลี อาหารพื้นบ้าน เมนูแกงกะทิ หอมสมุนไพร อย่าง ข่า ตะไคร้ ใบมะกรูด รสเปรี้ยวอมหวาน วิธีทำต้มข่าหัวปลี ง่ายๆสามารถทำกินเองที่บ้านได้

ต้มข่าหัวปลี  เป็น ต้มข่าไก่ ที่มีส่วนผสมของหัวปลี ที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย เคล็ดลับการทำต้มข่าหัวปลี คือ วัตถุดิบคุณภาพ เทคนิคการเตรียมอาหาร เทคนิคการทำอาหาร และ การปรุงรสชาติ สูตรต้มข่าหัวปลี เมนูไก่ ส่วนผสมและขั้นตอนการทำ เข้าใจง่าย เหมาะสำหรับคนรักการทำอาหาร เมนูแกงไก่

ต้มข่าหัวปลี

ส่วนผสมสำหรับทำต้มข่าหัวปลี

  • เนื้อไก่ หั่นเป็นชิ้นขนาดพอดีคำ 1 จาน (เนื้อน่อง)
  • หัวปลี 1 หัว
  • หางกะทิ 2 ถ้วยตวง
  • น้ำมะนาว 1 ช้อนโต๊ะ
  • ข่าอ่อน 1 หัว ซอยบางๆ
  • ตะไคร้ 1 ต้น นำมาหั่นเป็นท่อนๆ
  • ใบมะกรูด 4 ใบ
  • พริกขี้หนูสวน นำมาบดหยาบๆ 1 ช้อนโต้ะ
  • ผักชีฝรั่งซอย 1 ต้น
  • เห็ดฟาง 5 ดอก นำมาหั่นเป็นชิ้นขนาดพอดีคำ
  • มะเขือเทศ 1 ลูก นำมาหั้นเป็นชิ้น
  • น้ำตาลปี๊บ 1 ช้อนโต๊ะ
  • หัวน้ำปลา 1 ช้อนโต๊ะ
  • ซุปกระดูกไก่ 1 ถ้วยตวง
  • พริกทอด 3 เม็ด

วิธีทำต้มข่าหัวปลี

  1. เริ่มจากการเตรียมหัวปลีก่อน โดยนำเอาเฉพาะส่วนกาบอ่อน และ หั่นให้เป็นขั้นขนาดพอดีคำ โดยล้างให้สะอาก ด้วยน้ำเปล่า ผสมเกลือ และ แกว่งสารส้ม ล้างหัวปลี และ ล้างน้ำเปล่าอีกครั้งหนึ่ง
  2. ตั้งหม้อต้มน้ำ ต้มน้ำซุปให้เดือด จากนั้นอ่อนๆไฟลง ใส่ ข่า ตะไคร้ และ ใบมะกรูด ลงไปต้ม ให้หอม จากนั้นใส่เนื้อไก่ และ กาบอ่อนหัวปลี เห็ดฟาง ลงไป
  3. ปรุงรสด้วย หัวน้ำปลา และ น้ำตาลปี๊บ ชิมรสชาติให้ขาดเปรี้ยวเอาไว้
  4. ใส่ หางกะทิ ลงไป ตามด้วย พริกขี้หนูสวน และ มะเขือเทศ หรี่ไปให้อ่อนลง ระวังอย่าให้กะทิแตกมัน
  5. ปิดไฟ และ ปรุงรสด้วยน้ำมะนาว โรยหน้าด้วยผักชีฝรั่งและพริกทอด เพียงเท่านี้ก็เสร็จ พร้อมรับประทาน

พนันออนไลน์

เคล็ดลับการทำต้มข่าไก่

  • เมนูต้มข่า การต้มข่า ตะไคร้ และ ใบมะกรูด ในขั้นตอนแรก ให้ใช้ไฟอ่อนๆ ต้มให้ความหอมของสมุนไพร ค่อยๆออกมา หากใช้ไฟแรง ความหอมของสมุนไพรจะออกมาไม่เต็มที่ ไม่น่ารับประทาน
  • หัวปลี เทคนิคการเลือกหัวปลี ให้เลือกหัวปลีที่มีขนาดกลางๆ ไม่ใหญ่หรือเล็กเกินไป
  • การล้างหัวปลี เป็นขั้นตอนที่สำคัญ เพราะ หัวปลีมียาง ต้องล้างให้ยางออกให้หมดก่อน จึงจะทำให้หัวปลีไม่ฝาด และ นุ่ม โดย เทคนิคการล้างหัวปลี ให้ เอาน้ำเปล่า ผสม น้ำมะนาว และ เกลือ และ แกว่งสารส้ม นำกาบอ่อนหัวปลีลงไปล้างให้สะอาด ให้ยางออกหมด จากนั้นนำมาล้างให้สะอาด อีกครั้งด้วยน้ำเปล่า จะได้หัวปลีที่เหมาะสำหรับนำมาทำ ต้มข่าหัวปลี
  • การเลือกเนื้อไก่ ให้เลือกเนื้อไก่ที่สดๆ โดยวิธีเลือกซื้อเนื้อไก่ที่สด ให้ดูลักษณะของสีของเนื้อไก่ เป็นสีชมพู เนื้อแน่น กดแล้วเด่ง ไม่มีสีเขียวหรือม่วง และ ไม่มีกลิ่นเน่า
  • ใบมะกรูด ให้ ฉีกเอาส่วนของแกนใบออก เนื่องจากแกนใบเป็นส่วนที่ให้รสขม ไม่น่ารับประทาน
  • น้ำตาล ให้เลือกใช้น้ำตาลปี๊บ ความหวานของน้่ำตาลปี๊บ หวานหอม เหมาะสำหรับทำแกงไทย
  • การเลือกกะทิ ให้เลือกใช้น้ำกะทิที่คั้นสด เพราะ ความหอมของกะทิสด มีความอร่อย แตกต่างจาก น้ำกะทิสำเร็จรูป แต่สิ่งที่ต้องระวัง คือ

ทางเลือก ในการเอนจอยน้ำอัดลม ที่ยังให้รสชาติเต็มๆ แต่น้ำตาลเป็นศูนย์

ทางเลือก

ทางเลือก ในการเอนจอยน้ำอัดลม ไม่ว่าจะเป็นกาแฟหรือสมูทตี้ ต้องไม่ลืมที่จะกำชับบาริสต้าเป็นพิเศษว่า “ไม่หวานนะคะ” หรือ “หวานน้อยนะคะ”

ทางเลือก ในการเอนจอยน้ำอัดลม แต่ความอร่อยส่วนใหญ่ก็จะพ่วงความหวานของน้ำตาลมาด้วย ซึ่งก็คงไม่มีใครอยากเสี่ยง เพราะน้ำตาลในอาหารนั้นไม่เพียงทำให้ฟันผุหรืออ้วนเท่านั้น แต่ยังเป็นสาเหตุของโรคร้ายต่างๆ ดังนั้น “หวานน้อย”

นี่แหละจึงเป็นคาถาที่กันไว้ดีกว่าแก้ แต่ก็ต้องยอมรับว่าบางทีอะไรที่ควรจะหวานแต่ไม่หวานเนี่ย ก็ทำให้เสียอรรถรสในการกินได้เหมือนกัน ดังนั้น เราจึงต้องฉลาดในการเลือกกิน กินยังไงล่ะถึงจะยังคงอร่อย แต่ปราศจากน้ำตาล

ทางเลือก

  • ติดสมูทตี้? กินผลไม้สดแทนดีกว่า เพราะในเครื่องดื่มสมูทตี้มักมีน้ำตาลอยู่ถึง 54 กรัม หรือ 13 ช้อนชาครึ่ง แล้วพอสั่งหวานน้อย สัดส่วนก็ไม่เข้าที่ พาลไม่อร่อยไปอีก ดังนั้น คุณก็ควรกินส้ม สตรอเบอร์รี้ แอปเปิ้ล กล้วย ฯลฯ แบบสดๆ ไปเลย เอนจอยกับน้ำตาลจากธรรมชาติที่ไม่เป็นภัยแก่ร่างกาย แถมยังมีไฟเบอร์ช่วยเผาผลาญน้ำตาลได้ด้วย
  • เติมรสหวานด้วยน้ำผึ้งหรือหญ้าหวาน แทนที่จะใส่น้ำตาลลงในกาแฟแก้วโปรดเหมือนเคยลองเปลี่ยนมาเติมความหวานด้วยน้ำผึ้งหรือหญ้าหวานแทน เพราะให้รสชาติหอมหวานเหมือนกัน แต่ให้คุณค่าที่ดีต่อร่างกายกว่าน้ำตาลหลายเท่า
  • อ่านฉลากให้ถ้วนถี่ ถ้าเลี่ยงไม่ได้จริงๆ ที่จะต้องดื่มเครื่องดื่มบรรจุขวด ก็โปรดใส่ใจอ่านฉลากก่อนสักนิด เพื่อดูว่าปริมาณน้ำตาลเยอะแค่ไหน อย่าลืมว่าคนวัยทำงานอย่างเรา ถ้าเป็นผู้หญิงไม่ควรบริโภคน้ำตาลเกินวันละ 4 ช้อนชา ส่วนผู้ชายก็ไม่ควรเกินวันละ 6 ช้อนชา ชั่งน้ำหนักดูให้ดีว่า ขวดนี้คุ้มรึเปล่า

แต่รับรองว่าถ้าเจอฉลาก เป๊ปซี่ แมกซ์ เทสต์ เต็มที่กับรสชาติ ไม่มีน้ำตาล ก็มั่นใจได้เลยว่าคุณได้อร่อยซ่าเต็มที่กับรสชาติเต็มๆ ของเป๊ปซี่ และไม่ต้องห่วงเรื่องแคลอรี่ เพราะมีน้ำตาล 0% จริงๆ ได้เอนจอยกับน้ำอัดลมรสชาติที่คุ้นเคย ในเวอร์ชั่นไร้น้ำตาลแบบนี้ ใครล่ะจะไม่อยากลอง

สัมผัสประสบการณ์ความซ่าแบบ 0 แคลอรี่ ไม่มีน้ำตาลของ เป๊ปซี่ แมกซ์ เทสต์ ในรูปแบบกระป๋องสลิมแคน 245 มล. และขวดพีอีทีขนาด 550 มล. และ 1.45 ลิตร ได้แล้ววันนี้ ที่ร้านสะดวกซื้อ และซูเปอร์มาร์เก็ตชั้นนำทั่วประเทศ

ขอบคุณแหล่งที่มา https://www.sanook.com

 …

กีวี ผลไม้ที่สามารถชะลอวัย ทานแล้วไม่แก่ ให้ประโยชน์แก่สาวๆ

กีวี

กีวี ได้ชื่อว่ารวมรสชาติของผลไม้ 3 ชนิด เข้าไว้ด้วยกัน ทั้ง พีช (peach) สตอว์เบอร์รี่ (strawberry) และเมลอน (melon) เมื่อผนวกกับ เนื้อที่นุ่ม ฉ่ำน้ำ จึงกลายเป็นที่ชื่นชอบของใครหลายคน

กีวี เป็นผลไม้ที่อุดมด้วยคุณค่าทางโภชนาการ โดยเฉพาะมีสารแอนติออกซิแดนต์มากที่สุดชนิดหนึ่ง หนังสือ The 150 Healthiest Foods on Earth ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า สารแอนติออกซิแดนต์ในผลกีวี

ทั้งวิตามินซี วิตามินเอ และวิตามินอี ช่วยต้านมะเร็ง และปกป้องเซลล์จากการทำลายของฟรีแรดิคัล ซึ่งเป็นสาเหตุของความชราและโรคจากความเสื่อม

กีวี

คุณ อลิซาเบธ วอร์ด (Elizabeth Ward) นักกำหนดอาหารวิชาชีพ และอดีตโฆษกของ สมาคมนักกำหนดอาหารแห่งประเทศสหรัฐอเมริกา (The American Dietetic Association) ขยายความว่า“กินกีวีสด 1 ผลใหญ่ จะได้รับวิตามินซีปริมาณสูง

เพียงพอกับความต้องการของร่างกายใน 1 วัน นอกจากนี้ กีวี ยังเป็นแหล่งรวมของสารอาหารที่มีประโยชน์หลายชนิด เช่น วิตามินเอ วิตามินอี โพแทสเซียม และใยอาหาร ต่างจากผลไม้ส่วนใหญ่ที่มีสารอาหารเหล่านี้ไม่ครบทุกชนิด”

มื้อต่อไป กินกีวีช่วยชะลอวัยและต้านโรคกันดูนะคะ

ขอบคุณแหล่งที่มา https://women.mthai.com