ปลานึ่งซีอิ๊ว อาหารคลีน เมนูเพื่อสุขภาพ ช่วยควบคุมน้ำหนัก

ปลานึ่งซีอิ๊ว

ปลานึ่งซีอิ๊ว เป็นอาหารที่มีแคลอรี่ต่ำ

ปลานึ่งซีอิ๊ว กินคู่กับผักสดและน้ำจิ้มซีฟู้ด เป็นอะไรที่เข้ากันได้ดีมากๆ

ปลานึ่งซีอิ๊ว

ขอบคุณแหล่งที่มา https://www.sanook.com/

ทอดมันย่าง อาหารคลีน เมนูเพื่อสุขภาพ ช่วยควบคุมน้ำหนัก

ทอดมันย่าง

ทอดมันย่าง เปลี่ยนจากการทอด มาทำให้สุกด้วยการย่าง

ทอดมันย่าง ถึงแม้ว่าเนื้อสัมผัสของทอดมันจะดูแห้งๆ ไปบ้าง แต่ก็ได้รสชาติที่ไม่ขาดตกบกพร่อง ได้ทั้งเนื้อปลา ส่วนผสมของผัก ที่สำคัญยังไม่มีน้ำมันมาทำให้เรารู้สึกสุขภาพไม่ดีอีกต่างหาก

ทอดมันย่าง

ขอบคุณแหล่งที่มา https://www.sanook.com/

ส้มตำ (ควรใส่ถั่วน้อยๆ) อาหารคลีน เมนูเพื่อสุขภาพ ช่วยควบคุมน้ำหนัก

ส้มตำ

ส้มตำ แค่เห็นก็น่าลิ้มลอง

ส้มตำ แล้วกับเมนูส้มตำปลาร้าไม่ใส่น้ำตาล เชื่อว่าแค่มีปลาร้าก็จะทำให้ทุกอย่างดูลงตัว แถมยังเป็นอีกหนึ่งเมนูที่มีคุณทางสารอาหารครบ 5 หมู่ด้วย

ส้มตำ

ขอบคูณแหล่งที่มา https://www.sanook.com/

ข้าวคลุก อโวคาโด สับปะรด อกไก่ อาหารคลีน เมนูเพื่อสุขภาพ ช่วยควบคุมน้ำหนัก

ข้าวคลุก

ข้าวคลุก เมนูนี้ทำได้ง่ายๆ อีกแล้ว

ข้าวคลุก เพียงนำส่วนผสมทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นข้าว อะโวคาโด สับปะรด อกไก่ รวมถึงผักตามใจชอบมาผสมคลุกเคล้าให้เข้ากัน

จากนั้นนำเข้าไมโครเวฟประมาณ 2 – 3 นาที เมื่อสุกได้ทีแล้วก็นำออกจากเตาอบ บีบมะนาวเพิ่มเข้าไปสัก 1 ซีกเพื่อเพิ่มรสชาติ เป็นอีกหนึ่งเมนูอาหารคลีนเพื่อสุขภาพที่ใครก็อยากจะลิ้มลอง

ข้าวคลุก

ขอบคุณแหล่งที่มา https://www.sanook.com/

แซนวิชไข่คน + ทูน่า อาหารคลีน เมนูเพื่อสุขภาพ ช่วยควบคุมน้ำหนัก

แซนวิชไข่คน

แซนวิชไข่คน เมนูนี้นั้นออกจะง่ายแสนง่าย

แซนวิชไข่คน  มีวัตถุดิบไม่กี่อย่างก็สามารถนำมาประกอบเป็นอาหารคลีนรสชาติดีๆ ได้เพิ่มอีก 1 อย่าง เป็นเมนูที่คล้ายกับเมนูแรก มีไข่ 1 ฟอง ตีลงในกระทะแล้วตีให้แตก คนๆๆ

ให้เป็นลักษณะคล้ายกับ Omlet โดยไม่ต้องใช้น้ำมัน จะให้ความรู้สึกผิวสัมผัสของไข่ด้านหน่อยๆ แต่ก็อร่อยเหมือนกัน ตามด้วยขนมปังโฮลวีท 2 แผ่น

ปิดท้ายด้วยผักตามใจชอบ เสิร์ฟพร้อมกับเสาวรสสดๆ 1 ลูกเช่นกัน อะไรจะธรรมชาติขนาดนี้

แซนวิชไข่คน

ขอบคุณแหล่งที่มา https://www.sanook.com/

รู้จักไข่ไก่ ประโยชน์ และวิธีกินให้ดี คอเลสเตอรอลไม่เกิน

รู้จักไข่ไก่

รู้จักไข่ไก่ นับว่าเป็นวัตถุดิบในการปรุงอาหารที่สามารถหาได้ง่ายมากที่สุด และยังนับว่าเป็นเมนูที่เรามักจะนึกถึงเป็นอันดับแรกๆ เวลาหิว หรือในช่วงเวลาต่างๆ

รู้จักไข่ไก่ ที่มีอยู่หลากหลายเมนูด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น ไข้ต้ม ไข่ลวก ไข่ดาว ไข่เจียว ไข่ตุ๋น หรืออื่นๆ ซึ่งเมนูที่กล่าวมานั้นก็เป็นเมนูง่ายๆ ทำได้ไม่ยาก ซึ่งโดยปกติแล้วคนเรามักจะนึกว่าการรับประทานไข่ไก่ในปริมาณมากๆ จะไม่ดีต่อร่างกาย เพราะอาจทำให้เกิดการสะสมของคอเรสเตอรอลที่เป็นอันตรายได้โดยมักพบในไข่แดง หากว่าวันใดวันหนึ่งคอเรสเตอรอลเกิดสะสมมากขึ้น

แล้วเข้าไปเข้าอุดตันในเส้นเลือด สุขภาพของเราก็จะแย่ ถึงกับขนาดที่มีคนออกมาบอกว่าเราไม่ควรรับประทานไข่ไก่กันเกินวันละ 2 ฟอง หรือ 5 ฟองต่อสัปดาห์ เพื่อป้องกันสุขภาพของเราเอาไว้ก่อน หรือมีการแนะนำว่าให้

รู้จักไข่ไก่

รับประทานไข่ขาวแทนไข่แดง ซึ่งต้องบอกว่าไข่แดงนี่แหละคือส่วนที่อร่อยที่สุด ยังไงก็พลาดไม่ได้ วันนี้เราก็เลยจะมาขออธิบายว่าการบริโภค ไข่ไก่ ไม่ได้อันตรายอย่างที่คิด ยังมีวิธีการบริโภคไข่ไก่ให้ดีต่อสุขภาพได้ มาเรียนรู้ไปพร้อมกันเลยดีกว่า

รู้ไหมว่า ไข่ไก่นั้นเป็นแหล่งของโปรตีนคุณภาพสูง ที่ทำให้คุณได้พลังงานแต่ไม่อ้วน แถมมีประโยชน์ในการบำรุงสายตา อ้อ แถมยังมีลูทีนที่จะป้องกันผิวคุณจากการทำลายของแสงแดดอีกด้วย

ขอบคุณแหล่งที่มา https://health.kapook.com/

ปลาแรดทอด กับ อกไก่ผัดขิง อาหารเย็นแคลอรีต่ำอิ่มท้องได้สุขภาพ

ปลาแรดทอด

ปลาแรดทอด  เว่อร์วังมากกับเมนูปลาแรดทอดกับอกไก่ผัดขิง

ปลาแรดทอด สูตรจาก คุณ Wittra_tt สมาชิกเว็บไซต์พันทิปดอทคอม จับปลาไปทอดจนสุก แล้วทำไก่ผัดขิงกินคู่กัน เคียงกับผักแกล้ม

ส่วนผสม ปลาแรดทอด

• ปลาแรด
• น้ำมัน (สำหรับทอด)
• ผักแกล้ม

วิธีทำปลาแรดทอด

1. ตอนทอดน้ำมันต้องเดือดจัด ใส่ปลาลงทอด แล้วค่อยเบาไฟลงนิดหนึ่ง กลับด้านเนื้อปลาแค่ 2 รอบพอ ด้านละไม่เกิน 3 นาที แล้วยกลงวางบนกระดาษซับมันแล้วซับน้ำมันออก
2. แกล้มกับผักต้ม กวางตุ้งต้ม ฟักทองต้ม และแตงกวา จิ้มด้วยน้ำปลามะนาว และเสริมด้วยแก้วมังกรกับน้ำมะเขือเทศ

ปลาแรดทอด

ส่วนผสม อกไก่ผัดขิง

• ขิงซอย
• อกไก่หั่นชิ้น
• พริกชี้ฟ้าซอย
• เห็ดหูหนูหั่นฝอย
• น้ำมันหอย
• น้ำตาลทราย
• ต้นหอมซอยหยาบ ๆ

วิธีทำอกไก่ผัดขิง

1. ใส่น้ำมันพืชนิดหน่อย รวนอกไก่ให้สุก
2. ใส่ขิงซอย เห็ดหูหนู และพริกชี้ฟ้าซอย ปรุงรสด้วยน้ำมันหอยกับน้ำตาลทรายนิดหน่อย ผัดให้เข้ากัน แล้วโรยต้นหอมคลุกเคล้าทุกอย่างให้เข้ากัน

ขอบคุณแหล่งที่มา https://cooking.kapook.com/

แซลมอนอบเนยกระเทียม อาหารคลีนที่คนรักสุขภาพนิยมทำกินเอง

แซลมอนอบเนยกระเทียม

แซลมอนอบเนยกระเทียม  อาหารคลีนที่มีส่วนผสมของเนยและกระเทียมในเนื้อปลาแซลมอน เอาใจคนชอบกลิ่นหอมของเนยและกระเทียมสุด ๆ

แซลมอนอบเนยกระเทียม รสชาติหอมหวานมัน ตัดเลี่ยนด้วยการโรยพริกป่นลงไป กินเพียว ๆ ก็อร่อย หรือจะกินเคียงกับผักสดก็ยังได้เลยค่ะ

สิ่งที่ต้องเตรียม

• ปลาแซลมอน 1 ชิ้น (ประมาณ 600 กรัม)
• น้ำเลมอน 2 ช้อนโต๊ะ
• กระเทียมสับละเอียด 2 กลีบ
• เนยแช่เย็น 2 ช้อนโต๊ะ
• เกลือป่น 1/2 ช้อนชา
• พริกไทยดำป่น 1/4 ช้อนชา
• ออริกาโน่ 1/4 ช้อนชา
• พริกป่น 1/4 ช้อนชา
• พาร์สลีย์สับ 1 ช้อนโต๊ะ (สำหรับโรยหน้า)
• กระดาษฟอยล์

แซลมอนอบเนยกระเทียม

วิธีทำ

• 1. เปิดเตาอบที่อุณหภูมิ 375 องศาฟาเรนไฮต์ เตรียมไว้
• 2. ตั้งกระทะด้วยไฟปานกลาง ใส่น้ำเลมอน 1 ช้อนโต๊ะ กระเทียม และเนย 1 ช้อนโต๊ะ ลงไปคนให้เข้ากันจนเนยละลายเทออกมาใส่ภาชนะ เตรียมไว้
• 3. วางเนื้อปลาแซลมอนลงบนแผ่นฟอยล์ ทาส่วนผสมเนยกระเทียมลงไปให้ทั่วเนื้อปลาแซลมอน ปรุงรสด้วยเกลือ พริกไทยดำ ออริกาโน่ และพริกป่น
• 4. ห่อส่วนผสมด้วยกระดาษฟอยล์ เริ่มจากพับริมด้านยาวเข้ามาทั้ง 2 ด้าน ตามด้วยพับริมด้านกว้างทั้ง 2 ด้าน
• 5. นำเข้าเตาอบ ประมาณ 12-14 นาที เปิดฟอยล์ออก ประมาณ 2-3 นาที เพื่อไม่ให้ปลาแซลมอนแห้งเกินไป
• 6. นำออกมาจัดจาน โรยพาร์สลีย์ พร้อมเสิร์

ขอบคุณแหล่งที่มา https://cooking.kapook.com/

หลอดลมอักเสบ การอักเสบ และ ติดเชื้อของหลอดลม เกิดจากอะไร

หลอดลมอักเสบ

หลอดลมอักเสบ เกิดจากการติดเชื้อไวรัส หรือ เป็นผลข้าวเคียงจากการเป็นโรคอื่นๆ เช่น โรคภูมิแพ้ โรคหืดหอบ หรือการสูบบุหรี่ โรคติดเชื้อ พบบ่อยในเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี

หลอดลมอักเสบ เป็นโรคติดเชื้อที่หลอดลม เกิดกับเด็กเป็นส่วนมาก โรคนี้เป็นการการติดเชื้อบริเวณหลอดลม เป็นอวัยวะที่อยู่ลึกลงไปจากกล่องเสียงไปยังปอดส่วนล่าง โรคหลอดลมอักเสบ เป็นโรคที่พบบ่อย กล่าวได้ว่า เป็น โรคเด็ก คนช่วยอายุ 9 ถึง 15 ขวบ มีอัตราการเกิดโรคนี้มากที่สุด

อาการของโรคหลอดลมอักเสบเป็นอย่างไร

โรคหลอดลมอักเสบ เกิดจากการอักเสบของเยื่อบุของหลอดลม เมื่อเกิดการอักเสบ ส่งผลให้ เยื่อบุหลอดลมบวม มีเสมหะในหลอดลม มีอาการไอ มีเสมหะ หายใจลำบาก แน่นหน้าอก เหนื่อยหอบ หายใจมีเสียงดัง ในบางราย จะมีอาการ แสบคอ เจ็บคอ หรือเจ็บหน้าอก ผู้ป่วยจะมีไข้ ชครั่นเนื้อครั่นตัว

เราสามารถแยกอาการให้เห้นอย่างชัดเจนได้ดังนี้

มีอาการไอแบบเรื้อรัง ในช่วงเวลา 14 วันโดยไม่หาย
มีเลือดปน จากการไอ
มีไข้ ไอ และเหนื่อยหอบ
มีอาการไออย่างมาก
มีอาการเจ็บหน้าอก เวลาไอ หายใจ หรือ การเคลื่อนไหวทรวงอก
เกิดอาการหอบเหนื่อยทันที หลังจากการไอ

สาเหตุของการเกิดโรคหลอดลมอักเสบ

เราสามารถแยกสาเหตุของโรคหลอดลมอักเสบได้ 2 กรณี คือ หลอดลมอักเสบแบบเฉียบพลัน และหลอดลมอักเสบแบบเรื้อรัง รายละเอียด ดังนี้

สาเหตุของหลอดลมอักเสบ ชนิดเฉียบพลัน เกิดจากการติดเชื้อไวรัส เช่น rhinovirus, adenovirus, corona virus, influenza virus, parainfluenza virus, respiratory syncytial virus (RSV) เป็น ชนิดเหมือนกับไข้หวัด หลอดลมอักเสบชนิดนี้ จะเกิดหลังจากเป็นไข้หวัด หากไม่รักษาอย่างถูกต้อง การติดเชื้อลามไปสู่หลอดลม หากเป็นหวัด และมีอาการไอ มีเสมหะ นานกว่า 7 วัน มีโอกาสเกิดโรคหลอดลมอักเสบแบบเฉียบพลัน
สาเหตุของหลอดลมอักเสบชนิดเรื้อรัง เป็นการอักเสบจากโรคภูมิแพ้ โรคหืดหอบ หรือการสูบบุหรี่ เป็นลักษณะปอดอุดตัน สังเกตุ คือ จะมีอาการไอ โดยมีเสมหะ นานกว่า 90 วัน นอกจากโรคภูมิแพ้ หืดหอบ การสูบบุหรี่แล้ว การสัมผัสกับมลพิษทางอากาศบ่อยๆ เช่น ฝุ่น ควัน หรือ สารเคมี มีมีการระเหยได้

หลอดลมอักเสบ

การตรวจวินิจฉัยโรคหลอดลมอักเสบทำอย่างไร

สำหรับการตรวจเพื่อวินิจฉัยโรคนี้ โดยการซักประวัติ ตรวจร่างกาย ฟังเสียงปอด ฟังเสียงหลอดลม การที่เสมหะมีสีขาว หรือสีเขียว ตรวจภาพรังสีทรวงอก

การรักษาโรคหลอดลมอักเสบ

หากป่วยเป็นโรคหลอดลมอักเสบ ชนิดเฉียบพลัน ร่างกายสามารถรักษาให้หายได้ภายใน 10 วัน การรักษานั้น สามารถตัว โดยไม่จำเป็นต้องรับประทานยาต้านจุลชีพ การปฏิบัติตนเพื่อรักษาโรคหลอดลมอักเสบ มีดังนี้

พักผ่อนให้เพียงพอ
ดื่มน้ำอุ่นบ่อยๆ เนื่องจาก น้ำอุ่นช่วยละลายเสมหะได้ดีที่สุด
หลีกเลี่ยงการระคายเคืองหลอดลม เช่น การสูบบุหรี่ การสูดดมควัน และทุกอย่างที่ระคายเคืองหลอดลม
หลีกเลี่ยงอากาศเย็นและอากาศแห้ง เนื่องจากอากาศเย็น จะทำให้ร่างกายอ่อนแอ ส่งผลให้ไอมากขึ้น
ให้รักษาความอบอุ่นให้แก่ร่างกาย เช่น ห่มผ้า ใส่ถุงเท้า ใส่หมวก หรือพันผ้าพันคอ
การรักษาโรคหลอดลมอักเสบ นั้น ต้องหาสาเหตุของการเกิดโรคหลอดลมอักเสบ เนื่องจากจะช่วยให้เราสามารถป้องกันและรักษาอย่างเร็วที่สุด การรักษาจากการปฏิบัติตัว สามารถทำควบคู่กับการรักษาตามอาการโรค ด้วยยารักษาโรค เช่น ยาลดไข้ ยาละลายเสมหะ ยาขยายหลอดลม

หากเกิดโรคหลอดลมอักเสบชนิดเรื้อรัง แสดงว่าร่างกายเกิดการติดเชื้อโรค ซึ่งเราต้องหาเชื้อโรคที่เป็นสาเหตุของโรคให้เจอ และรับประทานยาป้องกันจุลชีพ ยาต้านจุลชีพ สามารถใช้ได้หากผู้ป่วยไม่แพ้ยา โรคหลอดลมอักเสบ ชนิดเรื้อรัง ต้องรักษาตามสาเหตุ อาจใช้ยาลดการอักเสบของหลอดลม ยาขยายหลอดลม และหลีกเลี่ยงสาเหตุที่ทำให้เกิดการอักเสบเรื้อรังของหลอดลม

การป้องกันการเกิดโรคหลอดลมอักเสบ

การป้องกันการเกิดโรคให้ลดปัจจัยที่เป็นสาเหตุของการระคายเคืองหลอดลมทั้งหมด รายละเอียด ดังนี้

ควรหลีกเลี่ยงสาเหตุที่ทำให้ร่างกายเย็น
อย่าเครียด
พักผ่อนให้เพียงพอ
หากจำเป็นต้องสัมผัสอากาศเย็น ให้ใส่เครื่องที่ทำให้ร่างกายอบอุ่น
ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ…

โรคพยาธิ ใบไม้ในปอด ไอเรื้อรัง ไอเป็นเลือด การรักษา ต้องดูแลอย่างไร

โรคพยาธิ ใบไม้ในปอด

โรคพยาธิ ใบไม้ในปอด คือ ภาวะการติเชื้อที่ปอด เกิดจากการพยาธิใบไม้ Paragonimus westermani ที่อาศัยอยู่ในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม หมา แมว เป็นต้น

โรคพยาธิ ใบไม้ในปอด อาการสำคัญคือ ไอเรื้อรัง และไอเป็นเลือด เกิดจากการติดพยาธิจากการกินอาหาร กินปูดิบ กินกุ้งดิบ เช่น ปูน้ำตก ปูลำห้วย ปูป่า กุ้งฝอย นอกจากไอแล้ว เสมหะจะมีสีเขียวข้น บางครั้งอาจมีพยาธิออกมากับเสมหะ หากไม่รักษาอาจ ทำให้พยาธิขึ้นสมอง มีอาการชัก สายตาผิดปรกติ

มีอาการบวมเหมือนคนเป็นดรคพยาธิตัวจี๊ด ทำความรู้จักกับ โรคพยาธิใบไม้ในปอด ว่า เกิดจากสาเหตุอะไร รักษาอย่างไร และต้องดูแลอย่างไร

พยาธิใบไม้ปอด ชนิดพาราโกนิมัส หรือภาษาอังกฤษ เรียก Paragonimus เกิดจากการพยาธิใบไม้ ชื่อ Paragonimus westermani ที่อาศัยอยู่ในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม อย่าง หมา แมว เป็นต้น เมื่อพยาธิตัวนี้เข้าสู่ร่างกายคน จะเข้าสู่ปอด ทำให้มีอาการไอเรื้อรังและไอเป็นเลือดได้

ซึ่งพยาธิใบไม้ชนิดนี้ สามารถแพร่ระบาดสู่สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมได้โดย การรับประทานอาหารประเภทปูและกุ้งน้ำจืดบางชนิด แบบดิบๆ ซึ่งโรคนี้สามารถพบได้ในประเทศเขตร้อน แถบเอเชีย อเมริกาใต้และแอฟริกา สำหรับประเทศไทยนั้น พบว่ามีรายงานผู้ป่วยในจังหวัดเพชรบรูณ์ สระบุรี นครนายก เชียงราย น่าน เลย ราชบุรี เป็นพยาธิชนิดพาราโกนิมัส เฮเทอโรทรีมัส (Paragonimus heterotremus)

สาเหตุของการติดพยาธิใบไม้ในปอด

สาเหตุหลักของการติดพยาธิใบไม้ในปอดนั้น เกิดจาก การมีพยาธิใบไม้ที่มีการอาศัยในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม เช่น เสือ พังพอน ซึ่งโรคพยาธิชนิดนี้ ผู้ป่วยบางรายกลืนเสมหะลงไป ทำให้ไข่พยาธิที่จะขับออกมากับเสมหะ สามารถออกมากับอุจจาระ และลงสู่แหล่งน้ำะรรมชาติ สัตว์น้ำ อย่าง ปู และกุ้ง กินต่อ ทำให้เกิดการแพร่ระบาดได้ง่าย ภายใน 30 วัน ไข่พยาธิสามารถฟักตัวได้ และเจริญเติบโตต่อในร่างกายของสัตว์เหล่านั้น เมื่อมนุษย์จับสัตว์แหล่านั้นมาทำอาหาร โดยไม่มีการปรุงอาหารให้สุก ก่อน ก็จะรับไข่พยาธิเข้าสู่ร่างกาย

สำหรับการรับไข่พยาธิเข้าสู่ร่างกายและจะเกิดโรคพยาธิใบไม้ในปอดนั้น มีระยะของการเกิดโรค ยาวนานถึง 20 ปี เนื่องจากในชีวิตประจำวันของสัตว์ที่มีไข่ของพยาธืนั้น เอื้ออำนวยต่อการเจริญเติบโตของพยาธิใบไม้ในตับได้

โรคพยาธิ ใบไม้ในปอด

ระยะของการติดต่อ

ซึ่งระยะของการติดโรคนั้น มี 2 ระยะคือ ระยะฟักตัวและระยะติดต่อ รายละเอียดของระยะต่างๆ มีดังนี้

ระยะฟักตัวของโรค ในระยะนี้กินเวลา ประมาณ 45 วัน นับตั้งแต่พยาธิใบไม้เข้าสู่ร่างกาย จากนั้นเจริยเติบโตเป็นตัวเต็มวัยและสามารถผสมพันธ์และออกไข่ได้
ระยะติดต่อของโรค ในระยะนี้สามารถกินเวลาได้มากกว่า 20 ปี เนื่องจากหากมีพยาธิใบไม้เจริญเติบดตในร่างกายแล้ว เกิดการขยายพันธ์ แต่การติดต่อของพยาธิจะไม่ติดต่อจากมนุษย์สู่มนุษย์โดยตรง แต่การติดต่อนั้นต้องอาศัยตัวกลางเป็นพาหะ เช่น กุ้ง หอยและปู เป็นต้น

อาการของผู้ป่วยโรคพยาธิใบไม้ในปอด

ลักษณะอาการของโรค มีความเหมือนกับโรควัณโรค คือ อาการไอแบบเรื้อรัง มีเสมหะเหนียวข้น อาจมีโลหิตปนออกมากับเสมหะ รวมถึงไอเป็นเลือด และสามารถพบพยาธิออกมากับเสมหะได้ ผู้ป่วยจะรู้สึกเจ็บที่หน้าอก หากไม่เข้ารับการวินิจฉัยเพื่อหาสาเหตุของโรคและรับการรักษาอย่างทันท่วงที จะทำให้ พยาธิขึ้นสมอง หากพยาธิเข้าสมองแล้ว ผู้ป่วยจะปวดหัว มีอาการเหมือนผู้ป่วยเนื้องอกในสมอง มีอาการชัก เป็นลมบ้าหมู ระบบสายตาผิดปกติ มีหนอนพยาธิอาศัยอยู่ใต้ผิวหนัง จะรู้สึกเหมือนเป็น โรคพยาธิตัวจี๊ด

สำหรับการตรวจวินิจฉัยโรค สามารถทำได้โดยการ สังเกตุอาการของผู้ป่วย ตรวจเสมหะและตรวจอุจจาระเพื่อหาไข่ของพยาธิ เอ็กซเรย์ปอดเพื่อดูความผิดปรกติของปอด เป็นต้น

การรักษาโรคพยาธิใบไม้ในปอด

สามารถทำการรักษาได้โดยการใช้ยา แต่การใช้ยาจะมีอาการแทรกซ้อน บ้าง แต่ไม่เป็นอันตราย เช่น มีอาการท้องเดิน ปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน โดยยาที่ใช้ในการรักษาโรคพยาธิใบไม้ในปอด คือ

ยาไบไทโอนอล (Bithionol) ต้องให้ยานี้ในปริมาณ 30 ถึง 40 มิลลิกรัม ต่อ น้ำหนักตัวคน 1 กิโลกรัม โดยให้ยาวันเว้นวัน 10 ถึง 15 ครั้ง
ยาไบทิน บิส (Bitins bis) ต้องให้ยาในปริมาณ 10 ถึง 20 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว …