อุ้งเชิงกรานอักเสบ ปวดท้องน้อย การอักเสบของระบบสืบพันธ์สตรี มองข้ามไม่ได้

อุ้งเชิงกรานอักเสบ

อุ้งเชิงกรานอักเสบ เรียกว่า Pelvic Inflamatory Disease คือ ภาวะการติดเชื้อที่ระบบสืบพันธุ์ของสตรี ตรงส่วน มดลูก ปีกมดลูก และ ท่อนำไข่

อุ้งเชิงกรานอักเสบ ทางการเพทย์ เรียกว่า Pelvic Inflamatory Disease จัดว่าเป็น โรคจากการติดเชื้อ ที่ระบบการสืบพันธ์ โรคนี้เกิดในสตรี โดยสาเหตุส่วนใหญ่พบว่าเกิดจากการมีเพศสัมพันธ์อย่างไม่ปลอดภัย ส่วนใหญ่แล้ว จะเกิดจากการมีเพศสัมพันธ์กับคนที่ป่วยเป็นโรคหนองใน ซึ่งจะทำให้อวัยวะเพศอักเสบ โรคนี้มักเกิดกับสตรีวัยเจริญพันธุ์ ช่วยอายุไม่เกิน 25 ปี

สำหรับเชื้อโรคที่ทำให้อุ้งเชิงกรานอักเสบ คือ เชื้อแบคทีเรียที่ทำให้เกิดโรคหนองใน ชื่อ N.gonorrhea และ C.trachomatis แต่ เชื้อแบคทีเรียที่อาศัยในช่องคลอด ก็อาจเป็นสาเหตุของการติดเชื้อที่อุ้งเชิงกราน ได้เช่นกัน

สาเหตุของโรคอุ้งเชิงกรานอักเสบ

สำหรับสาเหตุของอาการอุ้งเชิงกรานอักเสบ นั้นสาเหตุ คือ เกิดจากการติดเชื้อาแบคทีเรีย ที่ระบบสืบพันธุ์ภายของสตรี ซึ่งเมื่อเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย เชื้อโรคก็จะแพร่กระจายจากช่องคลอด ไปสู่อวัยวะภายในช่องคลอด อย่าง ช่องท้อง ท่อนำไข่ และ รังไข่ เป็นต้น โดยสาเหตุของการติดเชื้อที่พบมากที่สุด คือ การมีเพศสัมพันธ์กับคนที่มีภาวะ เป็น โรคหนองใน และ โรคหนองในเทียม โดยขาดการป้องกันอย่างถูกต้อง สำหรับ สาเหตุของการเกิดโรคอุ้งเชิงกรานอักเสบ สามารถแยกได้ 2 กรณี คือ สาเหตุจากการมีเพศสัมพันธ์ และ สาเหตุที่ไม่ได้มาจากการมีเพศสัมพันธ์ โดยรายละเอียดมีดังนี้

  • สาเหตุที่มาจากการมีเพศสัมพันธ์ พบว่า ร้อยละ 25 ชองผู้ป่วย เกิดจากการติดโรคทางเพศสัมพันธ์ ทั้ง หนองใน และ หนองในเทียม โดยผู้ติดเชื้อ จะเริ่มติดเชื้อแบคทีเรีย ที่ปากมดลูก จากนั้นจึงค่อยกระจายสู่อวัยวะอ่ื่นๆ
  • สาเหตุอื่น ๆที่ไม่ได้มาจากการมีเพศสัมพันธ์ เป็นสาเหตุที่ไม่ทราบแน่ชัด แต่เป็นการติดเชื้อจากช่องคลอด เช่น การตรวจภายในที่ไม่ถูกสุขลักษณะ การทำแท้ง การใช้อุปกรณ์คุมกำเนิดชนิดสอดใส่ เป็นต้น
    ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดอุ้งเชิงกรานอักเสบ

สำหรับปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ที่มีผลต่อการติดเชื้อ เป็นปัจจัยที่ไปกระทบที่ช่องคลอดและอวัยวะสืบพันธ์ของสตรีทั้งสิ้น โดยรายละเอียด มีดังนี้

  • การมีคู่นอนหลายคน
  • การมีเพศสัมพันธ์กับคนที่เคยติดเชื้อจากการมีเพศสัมพันธ์
  • การมีเพศสัมพันธ์ในช่วงที่อายุต่ำกว่า 25 ปี
  • การสวนล้างช่องคลอด
  • การใสห่วงอนามัยคุมกำเนิด
  • การขูดมดลูก
  • การขยายโพรงมดลูก

อุ้งเชิงกรานอักเสบ

อาการของอุ้งเชิงกรานอักเสบ

สำหรับอาการโรคอุ้งเชิงกรานอักเสบ ซึ่ง อาการอุ้งเชิงการอักเสบในระยะแรก นั้นจะยังไม่แสดงอาการใด ๆ และอาการจะแสดงเมื่อมีอาารรุนแรง โดยจะมีอาการปวดบริเวณช่องท้อง ซึ่งสามารถสังเกตุอาการอุ้งเชิงกรานอักเสบ ได้ดังนี้

  • เจ็บท้องน้อย เจ็ยท้องส่วนเหนืออวัยวะเพศ
  • มีอาการตกขาวผิดปกติ สารคัดหลั่งมีกลิ่นผิดปรกติ และมีสีเปลี่ยนไปจากเดิม
  • มีเลือดออกที่ช่องคลอด เลือดที่ออกมีปริมาณมาก หรือ มีเลือดออกหลังจากมีเพศสัมพันธ์
  • ผู้ป่วยจะมีไข้สูง มีอาการหนาวสั่นร่วมด้วย
  • มีอาการคลื่นไส้
  • เวียนหัว
  • ร่างกายอ่อนเพลีย รู้สึกไม่สบายตัว
  • เวลามีเพศสัมพันธ์จะปวดมาก
  • มีอาการปัสสาวะขัดและปวดแสบเวลาปัสสาวะ

หากท่านมีลักษณะของการดังกล่าว ให้พบเพทย์เพื่อทำการตรวจอย่างละเอียด เนื่องจากเชื้อโรคสามารถทำลายระบบสืบพันธุ์ได้

ภาวะแทรกซ้อนของการเกิดโรคอุ้งเชิงกรานอักเสบ

การติดเชื้อที่อุ้งเชิงกราน หากไม่ทำการรักษาอย่างทันท่วงที่ จะเป็นสาเหตุให้เกิดภาวะแทรกซ้อนต่างๆ ที่เป็นปัญหาได้ในอนาคต โดยโรคแทรกซ้อนที่จะเกิดขึ้นหากไม่ทำการรักษาการติดเชื้อ ประกอบด้วย

  • เกิดภาวะอุ้งเชิงกรานอักเสบแบบเรื้อรัง โรคนี้เมื่อรักษาแล้ว สามารถกลับมาติเชื้อใหม่ได้ หากผู้ป่วยไม่ทำการป้องกันปัจจัยของการเกิดโรค
  • เกิดฝีที่ท่อนำไข่และรังไข่ การติดเชื้อเป็นเวลานาน ที่อุ้งเชิงกราน ทำให้เกิดเชื้อโรคตกค้างในอวัยวะเพศภายใน ที่ให้เกิดฝีได้ หากพบว่าเป็นฝี จำเป็นต้องรับการรักษาด้วยยาปฏิชีวนะ หรือ การผ่าตัดเพื่อระบายหนอง
  • การปวดเชิงกรานเรื้อรัง โดยอาการปวดจะส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น นอนไม่หลับ โรคซึมเศร้า เป็นต้น
  • เกิดการตั้งครรภ์นอกมดลูก การติดเชื้อที่ท่อนำไข่ อานจทำให้ทำไข่เคลื่อนตัวผ่านท่อนำไข่ยาก และหากเกิดการปฏิสนธิ ในท่อนำไข่จะทำให้ตัวอ่อนเจริญเติบโตผิดที่ เป็นอันตรายต่อชีวิตได้
  • เกิดภาวะการมีบุตรยาก การติดเชื้อที่อวัยวะเพซ ส่งผลกระทบต่อระบบสืบพันธ์โดยตรง จะทำให้ผู้ป่วยประสบปัญหาการมีบุตรยาก

พนันออนไลน์

รักษาการโรคอุ้งเชิงกรานอักเสบ

สำหรับการรักษาโรคนี้ เนื่องจากสาเหตุของโรคเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย การรักษาจึงต้องใช้ยาปฏิชีวนะแบบรับประทาน ในการฆ่าเชื้อโรค แต่การรักษาต้องอยู่ในการพิจารณาของแพทย์อย่างเหมาะสม ส่วนใหญ่แล้วการรักษาจะใช้เวลา ประมาณ 14 วัน และต้องติดตามผลการรักษาอย่างต่อเนื่อง

ในผู้ป่วยบางราย ที่มีอาการไม่ตอบสนองยาปฏิชีวนะ นั้น จะมีอาการรุนแรงมาก เช่น มีไข้สูง คลื่นไส้ อาเจียนมาก มีถุงหนองเกิดขึ้นในอุ้งเชิงกราน ต้องใช้การรักษาด้วย …

ต้มข่าหัวปลี อาหารไทย เมนูแกงกะทิ แบบง่ายๆพร้อมวิธีทำ

ต้มข่าหัวปลี

ต้มข่าหัวปลี อาหารพื้นบ้าน เมนูแกงกะทิ หอมสมุนไพร อย่าง ข่า ตะไคร้ ใบมะกรูด รสเปรี้ยวอมหวาน วิธีทำต้มข่าหัวปลี ง่ายๆสามารถทำกินเองที่บ้านได้

ต้มข่าหัวปลี  เป็น ต้มข่าไก่ ที่มีส่วนผสมของหัวปลี ที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย เคล็ดลับการทำต้มข่าหัวปลี คือ วัตถุดิบคุณภาพ เทคนิคการเตรียมอาหาร เทคนิคการทำอาหาร และ การปรุงรสชาติ สูตรต้มข่าหัวปลี เมนูไก่ ส่วนผสมและขั้นตอนการทำ เข้าใจง่าย เหมาะสำหรับคนรักการทำอาหาร เมนูแกงไก่

ต้มข่าหัวปลี

ส่วนผสมสำหรับทำต้มข่าหัวปลี

  • เนื้อไก่ หั่นเป็นชิ้นขนาดพอดีคำ 1 จาน (เนื้อน่อง)
  • หัวปลี 1 หัว
  • หางกะทิ 2 ถ้วยตวง
  • น้ำมะนาว 1 ช้อนโต๊ะ
  • ข่าอ่อน 1 หัว ซอยบางๆ
  • ตะไคร้ 1 ต้น นำมาหั่นเป็นท่อนๆ
  • ใบมะกรูด 4 ใบ
  • พริกขี้หนูสวน นำมาบดหยาบๆ 1 ช้อนโต้ะ
  • ผักชีฝรั่งซอย 1 ต้น
  • เห็ดฟาง 5 ดอก นำมาหั่นเป็นชิ้นขนาดพอดีคำ
  • มะเขือเทศ 1 ลูก นำมาหั้นเป็นชิ้น
  • น้ำตาลปี๊บ 1 ช้อนโต๊ะ
  • หัวน้ำปลา 1 ช้อนโต๊ะ
  • ซุปกระดูกไก่ 1 ถ้วยตวง
  • พริกทอด 3 เม็ด

วิธีทำต้มข่าหัวปลี

  1. เริ่มจากการเตรียมหัวปลีก่อน โดยนำเอาเฉพาะส่วนกาบอ่อน และ หั่นให้เป็นขั้นขนาดพอดีคำ โดยล้างให้สะอาก ด้วยน้ำเปล่า ผสมเกลือ และ แกว่งสารส้ม ล้างหัวปลี และ ล้างน้ำเปล่าอีกครั้งหนึ่ง
  2. ตั้งหม้อต้มน้ำ ต้มน้ำซุปให้เดือด จากนั้นอ่อนๆไฟลง ใส่ ข่า ตะไคร้ และ ใบมะกรูด ลงไปต้ม ให้หอม จากนั้นใส่เนื้อไก่ และ กาบอ่อนหัวปลี เห็ดฟาง ลงไป
  3. ปรุงรสด้วย หัวน้ำปลา และ น้ำตาลปี๊บ ชิมรสชาติให้ขาดเปรี้ยวเอาไว้
  4. ใส่ หางกะทิ ลงไป ตามด้วย พริกขี้หนูสวน และ มะเขือเทศ หรี่ไปให้อ่อนลง ระวังอย่าให้กะทิแตกมัน
  5. ปิดไฟ และ ปรุงรสด้วยน้ำมะนาว โรยหน้าด้วยผักชีฝรั่งและพริกทอด เพียงเท่านี้ก็เสร็จ พร้อมรับประทาน

พนันออนไลน์

เคล็ดลับการทำต้มข่าไก่

  • เมนูต้มข่า การต้มข่า ตะไคร้ และ ใบมะกรูด ในขั้นตอนแรก ให้ใช้ไฟอ่อนๆ ต้มให้ความหอมของสมุนไพร ค่อยๆออกมา หากใช้ไฟแรง ความหอมของสมุนไพรจะออกมาไม่เต็มที่ ไม่น่ารับประทาน
  • หัวปลี เทคนิคการเลือกหัวปลี ให้เลือกหัวปลีที่มีขนาดกลางๆ ไม่ใหญ่หรือเล็กเกินไป
  • การล้างหัวปลี เป็นขั้นตอนที่สำคัญ เพราะ หัวปลีมียาง ต้องล้างให้ยางออกให้หมดก่อน จึงจะทำให้หัวปลีไม่ฝาด และ นุ่ม โดย เทคนิคการล้างหัวปลี ให้ เอาน้ำเปล่า ผสม น้ำมะนาว และ เกลือ และ แกว่งสารส้ม นำกาบอ่อนหัวปลีลงไปล้างให้สะอาด ให้ยางออกหมด จากนั้นนำมาล้างให้สะอาด อีกครั้งด้วยน้ำเปล่า จะได้หัวปลีที่เหมาะสำหรับนำมาทำ ต้มข่าหัวปลี
  • การเลือกเนื้อไก่ ให้เลือกเนื้อไก่ที่สดๆ โดยวิธีเลือกซื้อเนื้อไก่ที่สด ให้ดูลักษณะของสีของเนื้อไก่ เป็นสีชมพู เนื้อแน่น กดแล้วเด่ง ไม่มีสีเขียวหรือม่วง และ ไม่มีกลิ่นเน่า
  • ใบมะกรูด ให้ ฉีกเอาส่วนของแกนใบออก เนื่องจากแกนใบเป็นส่วนที่ให้รสขม ไม่น่ารับประทาน
  • น้ำตาล ให้เลือกใช้น้ำตาลปี๊บ ความหวานของน้่ำตาลปี๊บ หวานหอม เหมาะสำหรับทำแกงไทย
  • การเลือกกะทิ ให้เลือกใช้น้ำกะทิที่คั้นสด เพราะ ความหอมของกะทิสด มีความอร่อย แตกต่างจาก น้ำกะทิสำเร็จรูป แต่สิ่งที่ต้องระวัง คือ

การแท้งลูก สาเหตุการแท้ง & อาการแท้งบุตร & การรักษา

การแท้งลูก

การแท้งลูก  หมายถึง การสิ้นสุดของการตั้งครรภ์ซึ่งตัวอ่อนหรือทารกในครรภ์ถูกขับออกมาก่อนตั้งครรภ์ได้ 28 สัปดาห์* ถือเป็นภาวะผิดปกติอย่างหนึ่งของการตั้งครรภ์

การแท้งลูก ซึ่งพบได้ประมาณ 10-15% ของการตั้งครรภ์ทั้งหมด โดยการแท้งนั้นอาจเกิดขึ้นได้ตั้งแต่เมื่อคุณแม่มีอายุครรภ์ได้ 2-3 สัปดาห์ไปจนถึง 28 สัปดาห์ แต่การแท้งมักจะเกิดขึ้นในช่วงที่คุณแม่มีอายุครรภ์ประมาณ 4-20 สัปดาห์ (โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วง 13 สัปดาห์ของการตั้งครรภ์)

สาเหตุของการแท้ง

คุณแม่หลายคนมักตั้งคำถามว่า “ทำไมจึงเกิดการแท้งบุตรได้ ทั้ง ๆ ที่อยากมีลูกและพยายามระมัดระวังทุกอย่างแล้ว ?” ซึ่งสาเหตุของการแท้งบุตรนั้นมีอยู่ด้วยกันหลากหลายสาเหตุ ดังนี้

การแท้งบุตรที่เกิดจากทารก ประมาณ 60% หรือประมาณ 3 ใน 4 ของการแท้งทั้งหมดมักเกิดจากความผิดปกติของทารกเป็นหลัก (ความผิดปกติทางด้านโครโมโซม) ซึ่งทารกอาจไม่เจริญเติบโตเลย ไข่ที่ถูกผสมแล้วไม่สามารถเจริญเติบโตต่อไปเป็นตัวเด็กได้ ซึ่งมักพบเป็นลักษณะที่เรียกว่า “ไข่ฝ่อ” (Blighted ovum) ภายในโพรงมดลูกมีรกถุงน้ำคร่ำ

การตรวจปัสสาวะพบว่ายังให้ผลบวก แสดงว่ามีการตั้งครรภ์เกิดขึ้นแล้วแต่ไม่มีตัวทารก เพราะมีแต่รกเท่านั้นที่เจริญเติบโตได้ต่อไปสักระยะหนึ่งแล้วคุณแม่จึงมีเลือดออก หรือทารกอาจมีความพิการบางอย่างก็เลยถูกขับออกมาเองตามกลไกธรรมชาติ ก่อนที่จะปล่อยให้มีเด็กพิการเกิดขึ้น

การแท้งลูก

โอกาสในการแท้งบุตร

  • สตรีวัยเจริญพันธุ์มีโอกาสแท้งบุตรโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 10-25% เมื่อมีอายุมากขึ้นความเสี่ยงต่อการแท้งก็มีมากขึ้นตามไปด้วย
  • สตรีตั้งครรภ์อายุน้อยกว่า 35 ปี มีโอกาสแท้งบุตร 15%
  • สตรีตั้งครรภ์อายุ 35-45 ปี มีโอกาสแท้งบุตร 20-35%
  • สตรีตั้งครรภ์อายุมากกว่า 45 ปีขึ้นไป มีโอกาสแท้งบุตร 50%
  • สตรีที่เคยแท้งบุตรมาก่อน มีโอกาสแท้งบุตรซ้ำ 25%

การรักษาการแท้งบุตร

เมื่อมีการตั้งครรภ์เกิดขึ้นและมีเลือดออกทางช่องคลอด และแพทย์ได้ตรวจวินิจฉัยตามที่กล่าวมาแล้ว ถ้าพบว่าทารกยังปกติดีและคุณแม่เองก็มีอาการไม่มาก (ยังไม่มีตัวอ่อนหลุดออกมาให้เห็น เลือดออกไม่มาก ปวดท้องไม่มาก) แพทย์จะอนุญาตให้คุณแม่กลับบ้านได้ โดยแนะนำให้คุณแม่นอนพักอยู่นิ่ง ๆ ยกขาและสะโพกให้สูงไว้ หยุดทำงาน งดออกกำลังกาย และเว้นการมีเพศสัมพันธ์ (อาจใช้ยาพาราเซตามอลเพื่อแก้ปวดได้)

หลังจากนี้ถ้าเลือดหยุดไหลและไม่มีอาการปวดท้องน้อยแล้วก็เป็นไปได้สูงว่าการตั้งครรภ์ครั้งนี้จะดำเนินต่อไปได้ตามปกติจนครบกำหนดคลอด แต่หากมีเลือดออกทางช่องคลอดมาก ปวดท้องมาก และมีตัวอ่อนหลุดออกมาให้เห็น แสดงว่ามีการแท้งเกิดขึ้นแล้ว ควรรีบนำส่งโรงพยาบาล คุณแม่ก็จะต้องนอนโรงพยาบาล ซึ่งแพทย์จะให้การรักษาไปตามสาเหตุที่ตรวจพบ

ขอบคุณแหล่งที่มา https://medthai.com

 …

น้ำแตงโมขิง โซดา สูตรน้ำผลไม้โซดา เครื่องดื่มสุดแนวซาบซ่ารับวันสบาย

น้ำแตงโมขิง

น้ำแตงโมขิง โซดา เครื่องดื่มสุดแนวไม่จำเจ ชื่นใจซาบซ่าคลายร้อน ขอนำเสนอวิธีทำน้ำผลไม้โซดา ทำง่าย ๆ ดื่มซาบซ่า ได้ประโยชน์จากผลไม้ ลองกันสักแก้วดีกว่า

น้ำแตงโมขิง โซดา นอกจากกินเนื้อให้ฉ่ำใจแล้วแบ่งมาทำน้ำแตงโมขิงโซดาสักแก้วสิคะ ความพิเศษคือ ใส่น้ำเชื่อมขิงเพิ่มรสเผ็ด ดื่มสักแก้วยามบ่ายคลายร้อน

น้ำแตงโมขิง

ส่วนผสม น้ำแตงโมขิงโซดา

• เนื้อแตงโมหั่นเต๋า 4 ถ้วย
• น้ำตาลทราย 1 ถ้วย
• น้ำ 1 ถ้วย
• ขิงสดฝานเป็นแว่น 1 แง่ง
• ฝักวานิลลา 1 ผัก (ขูดเมล็ดออก)
• แตงกวาไร้เม็ด 1 ลูก (สไลซ์เป็นแว่น)
• โซดาแช่เย็นจัด
• น้ำแข็งบด

วิธีทำน้ำแตงโมขิงโซดา

1. ใส่เนื้อแตงโมลงในเครื่องปั่น ปั่นจนละเอียด ยกลงกรองเอาเฉพาะน้ำ
2. เติมน้ำตาลทราย น้ำ ขิง และฝักวานิลลาพร้อมเม็ดลงในหม้อ นำขึ้นตั้งไฟปานกลาง เคี่ยวจนน้ำตาลทรายละลายและเป็นน้ำเชื่อม ยกลงจากเตา พักทิ้งไว้จนเย็น
3. ใส่น้ำแข็งบดลงในแก้ว ตามด้วยน้ำเชื่อมขิงเล็กน้อย เทน้ำแตงโมลงไป ใส่แตงกวาลงไป สุดท้ายเติมโซดาลงไปจนเต็มแก้ว (อัตราส่วนตามชอบ) พร้อมเสิร์ฟ

ขอบคุณแหล่งที่มา https://cooking.kapook.com

ทางเลือก ในการเอนจอยน้ำอัดลม ที่ยังให้รสชาติเต็มๆ แต่น้ำตาลเป็นศูนย์

ทางเลือก

ทางเลือก ในการเอนจอยน้ำอัดลม ไม่ว่าจะเป็นกาแฟหรือสมูทตี้ ต้องไม่ลืมที่จะกำชับบาริสต้าเป็นพิเศษว่า “ไม่หวานนะคะ” หรือ “หวานน้อยนะคะ”

ทางเลือก ในการเอนจอยน้ำอัดลม แต่ความอร่อยส่วนใหญ่ก็จะพ่วงความหวานของน้ำตาลมาด้วย ซึ่งก็คงไม่มีใครอยากเสี่ยง เพราะน้ำตาลในอาหารนั้นไม่เพียงทำให้ฟันผุหรืออ้วนเท่านั้น แต่ยังเป็นสาเหตุของโรคร้ายต่างๆ ดังนั้น “หวานน้อย”

นี่แหละจึงเป็นคาถาที่กันไว้ดีกว่าแก้ แต่ก็ต้องยอมรับว่าบางทีอะไรที่ควรจะหวานแต่ไม่หวานเนี่ย ก็ทำให้เสียอรรถรสในการกินได้เหมือนกัน ดังนั้น เราจึงต้องฉลาดในการเลือกกิน กินยังไงล่ะถึงจะยังคงอร่อย แต่ปราศจากน้ำตาล

ทางเลือก

  • ติดสมูทตี้? กินผลไม้สดแทนดีกว่า เพราะในเครื่องดื่มสมูทตี้มักมีน้ำตาลอยู่ถึง 54 กรัม หรือ 13 ช้อนชาครึ่ง แล้วพอสั่งหวานน้อย สัดส่วนก็ไม่เข้าที่ พาลไม่อร่อยไปอีก ดังนั้น คุณก็ควรกินส้ม สตรอเบอร์รี้ แอปเปิ้ล กล้วย ฯลฯ แบบสดๆ ไปเลย เอนจอยกับน้ำตาลจากธรรมชาติที่ไม่เป็นภัยแก่ร่างกาย แถมยังมีไฟเบอร์ช่วยเผาผลาญน้ำตาลได้ด้วย
  • เติมรสหวานด้วยน้ำผึ้งหรือหญ้าหวาน แทนที่จะใส่น้ำตาลลงในกาแฟแก้วโปรดเหมือนเคยลองเปลี่ยนมาเติมความหวานด้วยน้ำผึ้งหรือหญ้าหวานแทน เพราะให้รสชาติหอมหวานเหมือนกัน แต่ให้คุณค่าที่ดีต่อร่างกายกว่าน้ำตาลหลายเท่า
  • อ่านฉลากให้ถ้วนถี่ ถ้าเลี่ยงไม่ได้จริงๆ ที่จะต้องดื่มเครื่องดื่มบรรจุขวด ก็โปรดใส่ใจอ่านฉลากก่อนสักนิด เพื่อดูว่าปริมาณน้ำตาลเยอะแค่ไหน อย่าลืมว่าคนวัยทำงานอย่างเรา ถ้าเป็นผู้หญิงไม่ควรบริโภคน้ำตาลเกินวันละ 4 ช้อนชา ส่วนผู้ชายก็ไม่ควรเกินวันละ 6 ช้อนชา ชั่งน้ำหนักดูให้ดีว่า ขวดนี้คุ้มรึเปล่า

แต่รับรองว่าถ้าเจอฉลาก เป๊ปซี่ แมกซ์ เทสต์ เต็มที่กับรสชาติ ไม่มีน้ำตาล ก็มั่นใจได้เลยว่าคุณได้อร่อยซ่าเต็มที่กับรสชาติเต็มๆ ของเป๊ปซี่ และไม่ต้องห่วงเรื่องแคลอรี่ เพราะมีน้ำตาล 0% จริงๆ ได้เอนจอยกับน้ำอัดลมรสชาติที่คุ้นเคย ในเวอร์ชั่นไร้น้ำตาลแบบนี้ ใครล่ะจะไม่อยากลอง

สัมผัสประสบการณ์ความซ่าแบบ 0 แคลอรี่ ไม่มีน้ำตาลของ เป๊ปซี่ แมกซ์ เทสต์ ในรูปแบบกระป๋องสลิมแคน 245 มล. และขวดพีอีทีขนาด 550 มล. และ 1.45 ลิตร ได้แล้ววันนี้ ที่ร้านสะดวกซื้อ และซูเปอร์มาร์เก็ตชั้นนำทั่วประเทศ

ขอบคุณแหล่งที่มา https://www.sanook.com

 …

ประโยชน์ ของ น้ำผัก & น้ำผลไม้เพื่อสุขภาพ ที่ ธรรมชาติบำบัด

ประโยชน์

ประโยชน์ ของ น้ำผัก & น้ำผลไม้ การรักษาโดยไม่ใช้ยา หรือที่เรียกว่า “ธรรมชาติบำบัด” ในปัจจุบันได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะการดื่มน้ำผักผลไม้สด

ประโยชน์ ไม่ว่าจะเพื่อการรักษาอาการเจ็บป่วยเล็กน้อย โรคที่รักษายาก หรือโรคเรื้อรัง น้ำผักผลไม้สดก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่กำลังได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก เพราะไม่เพียงแต่จะช่วยทำให้มีสุขภาพดีเท่านั้น แต่ยังช่วยทำให้ร่างกายสดชื่นขึ้นอีกด้วย เนื่องจากน้ำผักผลไม้อุดมไปด้วยสารอาหารที่มีประโยชน์ในการบำรุงสุขภาพ และช่วยรักษาโรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ

ประโยชน์

วิธีการทำน้ำผักผลไม้ คือ การทำให้น้ำและกากแยกออกจากกัน ซึ่งเราเรียกว่าการคั้น ประโยชน์ที่ได้จากการคั้นก็คือ กากในผกผลไม้ที่ย่อยไม่ได้จะถูกแยกออกไป เหลือเพียงแต่น้ำที่มีแต่สารอาหารล้วน ๆ จึงมีความเข้มข้นกว่าการรับประทานสดด้วยวิธีปกติ เช่น เมื่อเรารับประทานแครอทแบบสด ๆ ร่างกายของเราจะดูดซึมเบต้าแคโรทีนได้เพียง 1% ส่วนที่เหลืออีก 99% จะจับอยู่กับกากใย แต่ถ้าเป็นการคั้นน้ำแครอท กากใยเหล่านั้นจะถูกแยกออกไป คุณจึงได้รับเบต้าแคโรทีนเกือบ 100% คุณจึงมั่นใจได้ว่าการคั้นน้ำผักผลไม้ดื่มทุกวัน ร่างกายของคุณจะได้รับวิตามิน เกลือแร่ และเอนไซม์เต็ม ๆ

น้ำผลไม้

น้ําผลไม้เพื่อสุขภาพ คือ ของเหลวที่อยู่ในเนื้อเยื่อของผลไม้ตามธรรมชาติ น้ำผลไม้จะได้มาจากการนำผลไม้ไปคั้นหรือปั่นผลไม้เหล่านั้นโดยไม่ใช้ความร้อนหรือตัวทำละลาย ซึ่งน้ำผลไม้สำเร็จรูปที่วางขายหลายยี่ห้อจะถูกกรองเอากากใยอาหารออก แต่น้ำผลไม้ที่มีเนื้อก็ยังคงเป็นเครื่องดื่มที่นิยม โดยอาจขายในรูปแบบเข้มข้น ซึ่งจำเป็นต้องเติมน้ำเพื่อลดความเข้มข้นจนกระทั้งอยู่ในสถานะปกติ โดยน้ำผลไม้แบบเข้มข้นมักจะมีรสชาติที่ต่างจากน้ำผลไม้คั้นสดอย่างชัดเจน

ขอบคุณแหล่งที่มา https://medthai.com

ลด น้ำหนัก 20 กิโล ภายใน 4 เดือน By คุณแม่ลูกสาม ฮารุ สุประกอบ

ลด น้ำหนัก เห็นตัวเล็กๆแบบนี้ สาวฮารุ ตอนนี้เป็นคุณแม่ลูกสาวแล้วนะจ๊ะ โดยหลังจากที่คลอดลูกคนเล็กมาได้ไม่นาน ก็กลับมาหุ่นสวยจนใครเห็นก็ต้องถามหาเคล็ดลับ

ลด น้ำหนัก ซึ่งเธอก็ใจดี แชร์ประสบการณ์ ลดน้ำหนัก 20 กก. แบบไม่มีกั๊ก เพียงแค่ 4 ข้อเท่านั้น เธอบอกว่า 4 ข้อนี้ ทำมา 4 เดือน หลังจากคลอดเอเดนมาได้ 2 เดือน (ตอนนี้เอเดน 6 เดือนแล้ว) จากน้ำหนักก่อนคลอด 62 กก. ปัจจุบัน 43.5 กก. สูงแค่ 152 ซม.

1. ข้อสำคัญข้อแรกเลยคือเรื่องอาหาร

บอกเลยว่าไม่ได้กินคลีน กินทุกอย่าง กินแป้ง กินมัน กินขนม กินสารพัดจะกิน ไม่เคยนับแคลลอรี่ กินครบ ไม่เคยอด อดไม่ได้เพราะต้องเลี้ยงลูก อดข้าวปุ้ปไม่มีแรง พอไม่มีแรง หิวข้าวก็หงุดหงิดง่าย ไม่โอเค ฮารุกินทุกอย่างแต่ข้อสำคัญคือ”กินในปริมาณที่พอดี” ไม่มูมมามเหมือนตะบะแตก กินให้อิ่มแบบพอดีไม่ใช่กินให้คุ้มเหมือนตอนไปกินบุฟเฟ่ต์

ลด น้ำหนัก

2. ออกกำลังกาย

บอกตรงนี้เลยว่าเกลียดมาก ฮารุไม่ใช่สายออกกำลังกายเลยยยย ไม่เคยออกก่อนท้อง แต่ก็ต้องไป เลือกอยู่นานว่าเล่นกีฬาอะไรดีเพื่อให้ร่างกายของเราผลิตเหงื่อเพื่อเผาผลาญไขมัน(ที่มันเยอะมาก) แล้วก็เพื่อให้เนื้อมันกระชับไม่เหี่ยวเผละ เพราะน้ำหนักลงแต่หนังที่มันขยายมันไม่กระชัดหดเข้าเหมือนเดิม สุดท้ายลงเอยด้วยต่อยมวย & เต้น(บ้าง) รวมๆแล้วอาทิตย์ละ 3-4 วัน ขี้เกียจทุกครั้งตอนตัดสินใจจะขับรถไปแต่ต้องฮึ้ดสู้แบกสังขารไปให้ได้ พอคลาสจบเหงื่อออกท่วมตัวบอกเลยมันรู้สึกดีมาก ขอบคุณตัวเองทุกครั้งที่บังคับตัวเองมาออกกำลังกาย (แค่ถ้าเลือกได้ก็ยังอยากผอมเฟิร์มสุขภาพดีโดยไม่ต้องมาออกอยู่ดี ฝันไปเหอะฮารุ มันไม่มีจริง)

3. หลายคนถามมีตัวช่วยไหม?

เช่นยาหรือใดๆ บอกตรงนี้ว่าไม่มี ไม่ได้กินยาใดๆ ให้นมลูกเกือบๆ 5 เดือน เพราะฉะนั้นกินยาไม่ได้

4. สิ่งสุดท้ายสำคัญที่สุด นั้นคือแรงบันดาลใจ

motivation เป็นแรงขับเคลื่อนที่สำคัญมากกกกกกก อย่าลืม motivate ตัวเอง ให้กำลังใจตัวเอง เชื่อว่าเราทำได้ ฟังดูลิเก แต่บอกเลยมันสำคัญ สู้ๆๆนะทุกคน เป็นกำลังใจให้ อย่าเครียดมากไป เราต้องผอม แข็งแรง สุขภาพจิตต้องดีด้วย ไม่ใช่ว่าผอมแต่เครียดสุขภาพจิตแย่ ผอมสวยไปก็เท่านั้นแหละ ไม่มีใครอยากคบอยากอยู่ด้วยนะ มีแต่พลังลบๆออกมา

ขอบคุณแหล่งที่มา https://women.mthai.com

กีวี ผลไม้ที่สามารถชะลอวัย ทานแล้วไม่แก่ ให้ประโยชน์แก่สาวๆ

กีวี

กีวี ได้ชื่อว่ารวมรสชาติของผลไม้ 3 ชนิด เข้าไว้ด้วยกัน ทั้ง พีช (peach) สตอว์เบอร์รี่ (strawberry) และเมลอน (melon) เมื่อผนวกกับ เนื้อที่นุ่ม ฉ่ำน้ำ จึงกลายเป็นที่ชื่นชอบของใครหลายคน

กีวี เป็นผลไม้ที่อุดมด้วยคุณค่าทางโภชนาการ โดยเฉพาะมีสารแอนติออกซิแดนต์มากที่สุดชนิดหนึ่ง หนังสือ The 150 Healthiest Foods on Earth ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า สารแอนติออกซิแดนต์ในผลกีวี

ทั้งวิตามินซี วิตามินเอ และวิตามินอี ช่วยต้านมะเร็ง และปกป้องเซลล์จากการทำลายของฟรีแรดิคัล ซึ่งเป็นสาเหตุของความชราและโรคจากความเสื่อม

กีวี

คุณ อลิซาเบธ วอร์ด (Elizabeth Ward) นักกำหนดอาหารวิชาชีพ และอดีตโฆษกของ สมาคมนักกำหนดอาหารแห่งประเทศสหรัฐอเมริกา (The American Dietetic Association) ขยายความว่า“กินกีวีสด 1 ผลใหญ่ จะได้รับวิตามินซีปริมาณสูง

เพียงพอกับความต้องการของร่างกายใน 1 วัน นอกจากนี้ กีวี ยังเป็นแหล่งรวมของสารอาหารที่มีประโยชน์หลายชนิด เช่น วิตามินเอ วิตามินอี โพแทสเซียม และใยอาหาร ต่างจากผลไม้ส่วนใหญ่ที่มีสารอาหารเหล่านี้ไม่ครบทุกชนิด”

มื้อต่อไป กินกีวีช่วยชะลอวัยและต้านโรคกันดูนะคะ

ขอบคุณแหล่งที่มา https://women.mthai.com

Face book , Instagram , Twitter ส่งผลกระทบอะไรต่อร่างกายของเราบ้าง

Face book

Face book , Instagram หรือ Twitter คุณอาจจะเล่นหมดทั้งสามอย่าง หรืออาจจะเล่นอย่างอื่นด้วยเหตุที่คนส่วนใหญ่เลือกที่ก้าวเข้ามาในโลกของโซเชียลมีเดีย เพราะเป็นสื่อที่ได้รับความนิยมอย่างสูง

Face book , Instagram หรือ Twitter เป็นสื่อที่ได้รับความนิยมอย่างสูงในสังคมปัจจุบัน และเป็นแหล่งรวมเนื้อหาต่างๆ นานาให้เราได้คุย ได้อ่าน ได้เพลิดเพลินแทนที่สื่อเก่าที่มีมานานอย่างโทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ และวิทยุ

แต่การใช้โซเชียลมีเดียมากๆ อาจส่งผลเสียต่อสุขภาพจิตของเราได้โดยที่เราไม่รู้ตัว และโซเชียลมีเดียแต่ละอย่างก็ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของเราไม่เหมือนกัน และไม่เท่ากัน

จากการรวบรวมข้อมูลของผู้ใช้โซเชียลมีเดียชาวอังกฤษวัย 14-24 ปี เปรียบเทียบกับสุขภาพโดยรวมในปี 2017 แสดงให้เห็นว่า โซเชียลมีเดียส่งผลกระทบต่อร่างกายทั้งในด้านดี และด้านลบ ดังนี้

ปัญหาในการนอนหลับ

ผู้ใช้งาน Facebook มีปัญหาด้านการนอนหลับพักผ่อนมากที่สุด รองลงมาเป็นผู้ใช้งาน Instagram และ Twitter

ปัญหา Fear of Missing Out

ปัญหา Fear of Missing Out หรืออาการวิตกกังวลว่าจะตกกระแส ตามข่าวไม่ทันจนกระวนกระวายใจเกินเหตุ ผู้ใช้ Instagram ได้รับผลกระทบมากที่สุด รองลงมาเป็น Facebook และ Twitter

ปัญหาการกลั่นแกล้งผ่านโลกไซเบอร์

ผู้ใช้งาน Facebook ได้รับผลกระทบมากที่สุด รองลงมาเป็นผู้ใช้ Twitter และ Instagram

ปัญหาการขาดความมั่นใจในรูปร่างหน้าตา

เห็นได้อย่างชัดเจนว่าแพลตฟอร์มอย่าง Instagram ที่เน้นการถ่ายรูปเป็นหลักจะได้รับผลกระทบไปเต็มๆ ตามมาด้วยผู้ใช้งาน Facebook และ Twitter

ปัญหาเรื่องความวิตกกังวล

ผู้ใช้งาน Instagram ได้รับผลกระทบมากที่สุด รองลงมาเป็นผู้ใช้งาน Facebook และ Twitter

Facebook

ปัญหาอาการซึมเศร้า

ผู้ใช้งาน Facebook ได้รับผลกระทบมากที่สุด รองลงมาคือ Instagram และ Twitter

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าส่วนใหญ่ผู้ใช้งาน Twitter ดูเหมือนจะได้รับผลกระทบด้านลบจากโซเชียลมีเดียน้อยที่สุด แต่ผู้ใช้ Twitter เป็นคนเพียงกลุ่มเดียวที่มีความเสี่ยงต่อปัญหาความสัมพันธ์กับคนรอบข้างในชีวิตจริง

การเปลี่ยนแปลงของผู้ใช้โซเชียลมีเดียในด้านที่ดีขึ้น

ความมั่นใจในการแสดงออก

ผู้ใช้ Twitter และ Instagram เป็นกลุ่มที่มีการพัฒนาในเรื่องความมั่นใจในการแสดงออกมากที่สุด ตามมาด้วยผู้ใช้ Facebook

ความมั่นใจในรูปลักษณ์ของตัวเอง

เมื่อเป็นการแสดงภาพของตัวเองอย่างชัดเจน Instagram จึงเป็นแพลตฟอร์มที่ตอบสนองต่อการสร้างความั่นใจในรูปร่างหน้าตาของตัวเองได้มากที่สุด รองลงมาเป็น Twitter และ Facebook ตามลำดับ

การสนับสนุนทางอารมณ์

ปรากฏว่าแพลตฟอร์มที่ช่วยในการยับยั้งชั่งใจก่อนปลดปล่อยอารมณ์รุนแรงออกมา กลับเป็น Facebook ตามมาด้วย Twitter และ Instagram ที่พบการตอบสนองทางด้านความรุนแรงของอารมณ์ได้น้อยกว่า

การสร้างกลุ่มเพื่อน

หากอยากจะใช้โซเชียลมีเดียในการหาเพื่อนคุยเพื่อพักผ่อนหย่อนใจ หรือแบ่งปันความรู้สึกต่างๆ ให้แก่กัน Facebook เป็นแพลตฟอร์มที่เหมาะสมที่สุด รองลงมาคือ Twitter และ Instagram

การรับรู้ถึงสุขภาพของคนอื่น

เป็นที่ที่ผู้ใช้งานเปิดเผยเรื่องราวเกี่ยวกับสุขภาพของตัวเองออกมาได้มากที่สุด ซึ่งเป็นผลดีต่อการวินิจฉัยสุขภาพในด้านต่างๆ มากขึ้น รองลงมาคือ Twitter และ Instagram

อย่างไรก็ตาม โซเชียลมีเดียทุกชนิดมีผลกระทบต่อความสัมพันธ์กับคนรอบข้างในชีวิตจริง การเข้ารับคำปรึกษาด้านสุขภาพอย่างจริงจังกับผู้เชี่ยวชาญ และความเหงาโดดเดี่ยวเดียวดาย และนี่เป็นสาเหตุของความเสี่ยงของโรคที่เกี่ยวกับสุขภาพจิตที่อาจเกิดขึ้นได้กับคนที่เสพติดโซเชียลมีเดียมากเกินไป ดูบอลออนไลน์ HD

Facebook

ใช้โซเชียลมีเดียให้เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย

ดังจะเห็นได้ตามด้านบนว่า โซเชียลมีเดียไม่ได้มีแต่ด้านลบ แต่ยังมีประโยชน์กับสุขภาพจิตของเราอยู่บ้านเช่นกัน ดังนั้นหากเราใช้โซเชียลมีเดียอย่างถูกวิธี ก็จะทำให้เราสุขภาพจิตดี และมีความสุขได้ทั้งในโลกอินเตอร์เน็ต และโลกของชีวิตจริง

1. กำหนดเวลาในการเล่นโซเชียลมีเดียอย่างแน่นอน ไม่ควรเล่นโซเชียลมีเดียทั้งวันทั้งคืนโดยที่ไม่สามารถควบคุมตัวเองให้เลิกเล่นได้ ถึงเวลาที่ต้องทำงาน กินข้าว หรือทำกิจกรรมที่ต้องใช้สมาธิ ก็ต้องสามารถวางมือจากอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ ลงได้

2. คิดให้ดีก่อนพิมพ์ลงไป ลดการใช้ Hate Speech ก่อนจะพิมพ์ว่ากล่าวใครควรคำนึงถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เช่น ประวัติของเราจะเสียไหม หากผู้ใหญ่มาเห็นจะว่าอย่างไร เจ้านาย หรือ HR มาเห็นจะเป็นอย่างไร คำที่เราพิมพ์ลงไปจะทำลายชีวิตของใครหรือเปล่า เป็นต้น

3. ปล่อยวางจากการเรียกร้องความสนใจจากคนที่เราไม่รู้จัก ไม่จำเป็นที่เราจะต้องได้ยอด follows หรือยอด Likes มากเพื่อทำให้เรามีความสุข ขอให้เรามีความสุขกับการได้เผยแพร่คำพูดที่อ่านแล้วเป็นสุขกับคนอื่นๆ จะดีกว่า

4. จำไว้ว่า เราใช้โซเชียลมีเดียเพื่อการผ่อนคลายความเครียด เพื่อเป็นงานอดิเรก ไม่ควรให้โซเชียลมีเดียมาทำให้เราเครียดมากขึ้น หากเริ่มรู้สึกว่าโซเชียลมีเดียทำให้เราเครียด

วิธีทำ น้ำฝรั่ง เครื่องดื่มน้ำ ผลไม้ เย็นฉ่ำเติม สุขภาพ รับหน้าฝน

วิธีทำ

วิธีทำ น้ำฝรั่ง สูตรเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ ทำจากผลไม้สด เติมน้ำผึ้งกับมะนาวเพิ่มความสดชื่น ดื่มเพียว ๆ ก็ได้ หรือใส่น้ำแข็งหรือก็ยิ่งสดชื่น

วิธีทำ น้ำฝรั่ง ซึ่งมีวิตามินซีมากที่ช่วยต้านหวัดได้กันจ้า กระปุกดอทคอมขอนำเสนอวิธีทำน้ำฝรั่ง จับฝรั่งไปปั่นจนละเอียด กรองเอาแต่น้ำ หรือใครจะกินกากลงไปด้วยก็ไม่ต้องกรองนะคะ เติมน้ำผึ้งกับมะนาวลงไปหน่อยเพื่อเพิ่มรสชาติ

วิธีทำ

ส่วนผสม น้ำฝรั่ง

• ฝรั่ง 2 ลูก
• น้ำมะนาว 1 ลูก
• เปลือกมะนาวขูด เล็กน้อย
• น้ำผึ้ง 2 ช้อนโต๊ะ
• เกลือป่น เล็กน้อย
• สารสกัดหญ้าหวาน หรือน้ำตาลทราย (ใส่หรือไม่ใส่ก็ได้)

วิธีทำน้ำฝรั่ง

1. ล้างฝรั่งให้สะอาด หั่นเป็นชิ้นสี่เหลี่ยม ใส่ลงในเครื่องปั่น เติมน้ำเปล่า ปั่นจนละเอียด
2. กรองเอาแต่น้ำ ใส่เปลือกมะนาวขูด และบีบน้ำมะนาวลงไป เติมเกลือ น้ำผึ้ง และน้ำตาลทราย
3. ใส่น้ำแข็งลงในแก้ว เทน้ำฝรั่งลงไป

อยากให้เพื่อน ๆ ลองทำน้ำฝรั่งสำหรับคนพิเศษกัน จะใช้ฝรั่งพันธุ์ไหนก็ตามชอบ ถ้าอยากลิ้มรสชาติจากผลไม้สด ๆ ก็ไม่ต้องปรุงแต่งอะไรเลยจ้า

สนับสนุนโดย เว็บพนันออนไลน์

ขอบคุณแหล่งที่มา https://cooking.kapook.com