ส้มตำปู​ เมนูยอดฮิต ของชาวอีสาน

อาหารอีสานสุดฮิต

เมนูส้มตำปู อาหารอีสานสุดฮิต ใครอยากทำกินเองที่บ้านไปล้างครกรอเลยค่ะ สูตรนี้ไม่ใส่น้ำปลาร้าแต่ถ้าใครชอบน้ำปลาร้าก็จัดไป จับส่วนผสมทุกอย่างโขลก ๆ เข้าด้วยกัน แค่นี้ก็เรียบร้อย เตรียมอร่อย

เมนูส้มตำปู  อาหารอีสานสุดฮิต

ส่วนผสม

-มะละกอสับ

-มะเขือเทศสีดา

-ถั่วฝักยาว​หักเป็นชิ้น ๆ​

-​พริกขี้หนู ​

-กระเทียม 3​-5​ กลีบ

-ปูเค็ม

-น้ำปลา 1 ช้อนโต๊ะ

-น้ำมะนาว 1 ช้อนโต๊ะ

-น้ำตาลปี๊บ 1/2 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำส้มตำปู

-โขลกพริกกับกระเทียมพอแตก ใส่มะเขือเทศกับถั่วฝักยาว บุบพอแหลก

-ปรุงรสด้วยน้ำปลา น้ำมะนาว และน้ำตาลปี๊บ

-ใส่ปูและมะละกอลงไป โขลกเบา ๆ พอเข้ากัน​ ชิมรส​ ตักเสิร์ฟกับผักสดตามชอบ

มาๆ เตรียมล้อมวงกันเลยจร้า…

“ขนมจีนซาวน้ำ” เมนูของคนชอบกินเส้น

บ้านไหนที่ไม่เคยลองทำ

เมนูของคนชอบกินเส้น เราขอแนะนำเมนู “ขนมจีนซาวน้ำ” อร่อย สดชื่น กลมกล่อม บ้านไหนที่ไม่เคยลองทำ ต้องเข้าครัวแล้วหละ

บ้านไหนที่ไม่เคยลองทำ  “ขนมจีนซาวน้ำ” 

ส่วนผสม

-ขนมจีน 1 จาน

-กะทิสด 2 ถ้วย

-กุ้งแห้งป่น 3 ช้อนโต๊ะ

-สับปะรด 1 ถ้วย

-มะนาว 1 ลูก

-ขิงซอย 3 ช้อนโต๊ะ

-กระเทียมสับ 3 ช้อนชา

วิธีทำ

-นำกะทิใส่หม้อ ตั้งไฟอ่อนรอกะทิเดือดให้ใส่เกลือลงไป

-นำขนมจีนจัดใส่จาน ตามด้วยสับปะรด ขิงซอย กระเทียมสับ โรยหน้าด้วยกุ้งแห้งป่น

-ราดน้ำกะทิ เสิร์ฟคู่กับมะนาวหรือน้ำปลาพริก เป็นอันเสร็จเรียบร้อย

“ขนมจีนซาวน้ำ” ง่ายที่สุดเลยค่ะจานนี้ ทำทานกันได้ทุกบ้าน อร่อยครบ ยกบ้าน…

“ซุปปลาหมึกสอดไส้” อร่อยได้สุขภาพ

อร่อยได้สุขภาพ

หาก ใครที่ชื่น ชอบทานปลาหมึก มาก เราขอแนะนำเมนูนี้เลยคะ “ซุปปลาหมึกสอดไส้” อร่อยได้สุขภาพ ช้ากันอยู่ทำไมไปทำกันเลย

อร่อยได้สุขภาพ ของคนชอบทานปลาหมึก

อร่อยได้สุขภาพ

ส่วนผสมซุปปลาหมึกสอดไส้

-ปลาหมึก 3-4 ตัว

-หมูสับปรุงรส 200 กรัม

-แครอทลวกหั่นชิ้นเต๋า 2 ช้อนโต๊ะ

-แครอทหั่นชิ้น 5-6 ชิ้น

-เห็ดชิเมจิ 50 กรัม

-ขึ้นฉ่ายหั่นท่อน 1 ต้น

-ต้นหอมหั่นท่อน 1 ต้น

-น้ำมันหอย 1 ช้อนโต๊ะ

-น้ำปลา 1 ช้อนชา

-ซอสปรุงรส1ช้อนชา

-น้ำตาลทราย 1 ช้อนชา

-ผงปรุงรสหมู 1 ช้อนชา

-พริกไทยป่น 1 ช้อนชา

-น้ำเปล่า 4 ถ้วย

วิธีทำซุปปลาหมึกสอดไส้

-ทำความสะอาดปลาหมึกให้เรียบร้อย โดยดึงส่วนหัวและหนวดออกจากตัว รวมถึงแกนปลาหมึกด้านใน แล้วทำความสะอาดตัวปลาหมึกให้เรียบร้อย ใส่จานพักไว้

-ขั้นตอนต่อไป มาทำส่วนผสมของไส้ปลาหมึก โดยน้ำหมูสับ แครอทต้มหั่นเต๋าเล็ก น้ำมันหอย ซอสปรุงรสน้ำตาลทราย 1/2 ช้อนชา และพริกไทยป่น 1/2 ช้อนชา คลุกส่วนผสมให้เข้ากัน พักไว้ประมาณ 15 นาที

-นำส่วนผสมของไส้หมูสับ ยัดใส่ในตัวปลาหมึกที่ทำความสะอาดไว้แล้ว แนะนำให้ค่อย ๆ ใส่ ไม่ต้องเยอะมาก ไม่เช่นนั้นตัวปลาหมึกอาจแตกได้เมื่อนำไปต้ม

-ใช้มีดบากตรงกลางตัวปลาหมึก เพื่อให้เห็นไส้ด้านใน จะดูน่ารับประทานยิ่งขึ้นเมื่อปรุงเสร็จ

-นำหม้อใส่น้ำเปล่าตั้งไฟกลาง รอให้น้ำเริ่มเดือด แล้วใส่ผงปรุงรสหมูเทสโก้โลตัส จากนั้นใส่แครอทดิบ และเห็ดชิเมจิที่เตรียมไว้ลงไปต้ม

-เมื่อน้ำเดือดจัดให้ใส่ตัวปลาหมึกยัดไส้และหนวดลงไป ขั้นตอนนี้อย่าเพิ่งใช้ทัพพีคนเพราะอาจทำให้เกิดความคาวได้

-ปรุงรสด้วยน้ำปลา น้ำตาลเล็กน้อยและพริกไทยป่นอีกเล็กน้อย ตามด้วยขึ้นฉ่ายและต้นหอม แล้วค่อยปิดไฟ ตักใส่ถ้วยพร้อมเสิร์ฟ

หลายคนจะมองว่า “ปลาหมึก” เป็นเนื้อสัตว์ที่มีคอเลสเตอรอลสูง แต่ในความเป็นจริงแล้ว หากเราเลือกทานปลาหมึกในปริมาณที่เหมาะสม ก็จะได้ประโยชน์มหาศาลเช่นกัน

-ปลาหมึกอุดมไปด้วย “โอเมก้า 3” ที่จำเป็นต่อร่างกาย
-มีส่วนช่วยในการเจริญเติบโต โดยเฉพาะวัยเด็กถ้าเลือกทานปลาหมึกก็จะยิ่งช่วยเสริมสร้างพัฒนาการด้านสมองและร่างกายให้เจริญเติบโต

-ช่วยเพิ่มสมาธิและการจดจำได้แบบดีเยี่ยม เหมาะกับวัยเรียนรู้ของเด็ก ๆ เป็นอย่างมาก

-ผู้ที่กำลังตั้งครรภ์ เพราะกรดไขมันในโอเมก้าสามที่เรียกว่า DHA ส่งผลดีต่อระบบประสาทและสมองของทารกในครรภ์อีกด้วย

-ใบหน้าดูอ่อนกว่าวัย เพราะปลาหมึกเป็นอาหารทะเลที่มีคอลลาเจนสูง และดูดซึมได้ง่าย ทำให้ร่างกายกลับมาเปล่งปลั่งอ่อนเยาว์แบบไม่ได้ดึงหน้ากันเลยทีเดียว

-แต่ปลาหมึกยังมีคอเลสเตอรอลชนิดดีที่มีส่วนช่วยบำรุงผิวหนังให้เต่งตึง ไม่เหี่ยวง่าย ๆ

บอกเลยถ้วยนี้ขอยกนิ้วให้เลย ทานอร่อยซดคล่องคอ แถมประโยชน์เพียบ เหมาะกับทุกคนในครอบครัวกันเลยค่ะสำหรับ “ปลาหมึกสอดไส้”…

“มักกะโรนีอบชีส” สูตรเด็ดล้อมวง ฟิน กันทั้งบ้าน!

ต้องสูตรเด็ด

สูตรอร่อยทานได้ทั้งครอบครัว โดยเฉพาะเด็ก ๆ ที่ชื่นชอบการกินชีส และมะกะโรนีที่สุด ต้องสูตรเด็ด สูตรโดนนี้เลย “มักกะโรนีอบชีส”

ต้องสูตรเด็ด  สูตรโดนนี้เลย “มักกะโรนีอบชีส”

ส่วนผสม

-มักกะโรนี1ถ้วย

-เนื้อไก่100กรัม

-ไส้กรอกหั่นชิ้น50กรัม

-มะเขือเทศ1ลูก

-มอสซาเรลลาชีส

-เชดด้าชีส หรือพาร์เมซานชีส

-เนยสด30กรัม

-แป้งสาลี2 – 3ช้อนโต๊ะ

-นมสด1ถ้วย

-หอมใหญ่สับ2ช้อนโต๊ะ

-เกลือพริกไทยดำป่น

-น้ำมันพืชเล็กน้อย

-ซอสมะเขือเทศสำหรับเสิร์ฟ

วิธีทำ

-ตั้งน้ำให้เดือด เติมเกลือเล็กน้อย จากนั้นใส่ มักกะโรนี ลงต้มให้สุก ใช้เวลาประมาณ 8 – 10 นาที จากนั้นนำขึ้นจะหม้อ แช่ด้วยน้ำเย็น 1 ครั้ง แล้วใส่ถ้วยพักไว้ สามารถใช้น้ำมันคลุกมักกะโรนีให้ไม่ติดกัน

-ขั้นตอนต่อไป ตั้งกระทะด้วยไฟกลาง ใส่เนยสดลงไปผัดแทนน้ำมันจะมีกลิ่นหอมกว่า จากนั้นใส่หอมใหญ่สับ ผัดให้พอสุก ตามด้วย ไส้กรอก และเนื้อไก่หั่นชิ้น ผัดพอสุก

-ใส่นมสด และแป้งสาลีตามลงไปผัดในกระทะ คลุกเคล้าส่วนผสมให้เข้ากัน

-ใส่ เชดด้าชีส และพาร์เมนซานชีส ลงไปผัด ตามด้วยมักกะโรนีต้มสุก ผัดจนส่วนผสมแห้ง ระหว่างนี้สามารถเติมนมสดลงไปผัดได้

-ปรุงรสด้วยเกลือและพริกไทยป่นอีกเล็กน้อย ใส่ถ้วยสำหรับเข้าเตาอบ

-ฝานมะเขือเทศวางบนมักกะโรนีที่ผัดเสร็จเรียบร้อยแล้ว ตามด้วยมอสซาเรลลาชีสโรยหน้าปิดท้ายก่อนเข้าเตาอบ

-อบด้วยความร้อน 180 องศา โดยใช้ระยะเวลา 15 นาที

-เสิร์ฟพร้อมซอสมะเขือเทศ

โอ้ย….หอมกรุ่นจากเตากับสูตร “มักกะโรนีอบชีส” จานนี้ กินเพลิน จนต้องทำกินอีกบ่อย ๆ แน่นอน ที่สำคัญเป็นจานอร่อยที่เด็ก ๆ สามารถกินได้ ทั้งครอบครัว…

“โปเตโต้ ซะระดะ” ทำง่ายอร่อยจนหมดจาน

สลัดมันฝรั่งญี่ปุ่น

หนึ่งในเมนูอาหารญี่ปุ่นสุดโปรด ที่คนญี่ปุ่นชอบทานเป็นพิเศษ เวลาออกไปทานอาหารนอกบ้านนั้นก็คือ “โปเตโต้ ซะระดะ” หรือ “ สลัดมันฝรั่งญี่ปุ่น ” แต่วันนี้เราไม่ต้องออกไปทานที่ร้านแล้ว เพราะได้สูตรพิเศษมาเสิร์ฟให้คุณ เพื่อสุขภาพดีที่บ้านกันแล้ววันนี้ พูดแล้วเราก็เดินเข้าครัวเลยจร้า

“โปเตโต้ ซะระดะ” หรือ “  สลัดมันฝรั่งญี่ปุ่น  ”

ส่วนผสม

-มันฝรั่ง 3 หัว

-แครอท 1/3 หัว

-แตงกวา 1 ลูก

-หอมหัวใหญ่ 20 กรัม

-น้ำส้มสายชู 1 ช้อนชา

-เกลือ 1/3 ช้อนชา

-มายองเนส 70 กรัม

-มัสตาร์ด 1 ช้อนชา

-น้ำตาล 1/2 ช้อนชา

-พริกไทยเล็กน้อย

วิธีทำ

-ผ่ามันฝรั่งตามยาวออกเป็น 4 ซีก จากนั้นแช่มันฝรั่งในน้ำ 1-2 นาที แล้วนำมาวางให้สะเด็ดน้ำ

-ปอกเปลือกแครอท และผ่าตามยาวเป็น 4 ซีก

-นึ่งมันฝรั่งและแครอทในหม้อนึ่งประมาณ 15-20 นาที จากนั้นนำขึ้นจากหม้อ

-ใส่น้ำส้มสายชู เกลือ และพริกไทยลงไปคลุกกับมันฝรั่งให้ทั่ว จากนั้นแบ่งมันฝรั่งออกเป็นสองส่วน โดยครึ่งหนึงใช้ส้อมบี้ให้ละเอียด อีกครึ่งหนึ่งเก็บไว้คลุกทีหลัง จากนั้นจึงพักให้เย็น

-หั่นหัวหอมใหญ่เป็นชิ้นบาง ๆ และหั่นแตงกวาเป็นวงหนาราว 1 มิลลิเมตร จากนั้นใส่หัวหอมใหญ่ลงในชาม โรยเกลือและขยำให้เข้าเนื้อ และผสมแตงกวาลงไปคลุกให้เข้ากัน

-ผสมมายองเนส มัสตาร์ด และน้ำตาลลงในชาม ตามด้วยหอมหัวใหญ่ แตงกวา มันฝรั่ง และแครอท จากนั้นจึงคลุกให้เข้ากัน พร้อมจัดใส่จาน

แค่นี้เราก็ได้จานโปรดที่เราต้องการแล้ว อร่อย ดีต่อสุขภาพ ที่ไม่ต้องไปถึงญี่ปุ่น แต่เราสามารถทำที่บ้านก็ได้…

ฮันนี่โทสต์ หวานๆ สไตล์ญี่ปุ่น

ขนมหวานสไตล์ญี่ปุ่น

ขนมหวานสไตล์ญี่ปุ่น “ฮันนี่โทสต์” สาวๆที่ชอบขนมหวานต้องทางนี้เลย เมนูนี้เหมาะกับทุกคนในครอบครัว งั้นเราอย่ารอช้า เข้าครัวกันเลยจร้า

ขนมหวานสไตล์ญี่ปุ่น ที่สาวๆต้องชอบ

ส่วนผสม

-ขนมปังแบบหนา 2 แผ่น

-เนย 5 ช้อนโต๊ะ

-น้ำผึ้ง 1/2 ถ้วย

-กล้วยหอม 1 ลูก

-ไอศกรีม

วิธีทำ

-หั่นขนมปังเป็นช่อง ๆ แล้วทาเนยให้ทั่ว

-ตั้งกระทะ เปิดไฟปานกลาง จากนั้นนำขนมปังที่ทาเนยจนทั่วแล้วลงไปนาบใน-กระทะจนขนมปังเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลและกรอบทั่วทุกด้าน

-นำขนมปังที่เสร็จแล้วใส่จาน ราดด้วยน้ำผึ้งตามความชอบ

-ตกแต่งจานด้วยกล้วยที่สไลด์เป็นชิ้นกำลังดีวางเรียงให้สวยงาม ตักไอศกรีม-วางบนขนมปังเป็นอันเสร็จ

เป็นยังไงบ้างคะ ชิมคำแรก แล้วต้องมีคำต่อไปอย่างแน่นอน…

น้ำแข็งไสสตรอเบอรี่โยเกิร์ต เมนูคลายร้อน

อากาศร้อนๆ

อากาศร้อนๆ แบบนี้ต้องหาน้ำแข็งใสทานแล้วหละ แต่เราจะเพิ่มความพิเศษให้มากว่านั้น เพื่อได้ความสดชื่นจากผลไม้และน้ำหวาน ให้ทุกคนได้ลองทำตามกันง่ายๆ วิธีไม่ซับซ้อน งั้นเราลงมือทำกันเลยดีกว่า

อากาศร้อนๆ แบบนี้ต้องหาน้ำแข็งไสสตรอเบอรี่โยเกิร์ต

ส่วนผสม

-นมสด 60 มิลลิลิตร

-โยเกิร์ตรสธรรมชาติ 1 ถ้วย

-น้ำเชื่อม 30 มิลลิลิตร

-สตรอเบอรี่ 10 ลูก

-น้ำแข็งก้อน 2 แก้ว

วิธีทำ

-นำนมมาผสมกับโยเกิร์ต แล้วคนให้ส่วนผสมละลายเข้ากัน

-นำไปกรองเพื่อให้โยเกิร์ตเนื้อเนียนขึ้น จากนั้นนำใส่ขวดโหล ปิดฝาให้สนิทเพื่อกันลม ทิ้งไว้ในตู้เย็น

-ล้างสตรอเบอร์รี่ให้สะอาด จากนั้นตัดจุกออกแล้วผ่าครึ่ง

-นำสตรอเบอร์รี่มาปั่นกับน้ำแข็งจนละเอียด ใส่น้ำเชื่อมเพื่อปรุงความหวานตามใจชอบ

-เทใส่แก้ว ราดด้วยโยเกิร์ตสลับชั้นกับสตรอเบอรี่ปั่นเพื่อความสวยงาม พร้อมเสิร์ฟทันที

ประโยชน์ของสตรอว์เบอร์รีกับสุขภาพของเรามีอยู่ดังนี้

-ช่วยบูสต์ระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย
สตรอว์เบอร์รีเป็นผลไม้ที่มีวิตามินซีสูง โดยข้อมูลจากกองโภชนาการ กรมอนามัย ระบุว่า สตรอว์เบอร์รี 9 ผล จะให้วิตามินซีมากถึง 112 มิลลิกรัม ซึ่งเป็นปริมาณวิตามินซีที่มากพอกับขนาดที่ร่างกายควรได้รับต่อวัน ดังนั้นการกินสตรอว์เบอร์รีจึงสามารถช่วยเสริมกำลังของระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายได้

อีกทั้งผลการศึกษาจาก UCLA เมื่อปี 2010 ยังแสดงให้เห็นว่า วิตามินซีที่มีในสตรอว์เบอร์รียังจัดเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ดีต่อระบบไหลเวียนของหลอดเลือดเราด้วยนะคะ

-ช่วยควบคุมความดันเลือดและชะลอการอุดตันของหลอดเลือด
ข้อมูลจากกองโภชนาการ กรมอนามัย ระบุว่า นอกจากสตรอว์เบอร์รีจะเป็นผลไม้ที่มีวิตามินซีสูงแล้ว ในสตรอว์เบอร์รียังมีใยอาหารค่อนข้างสูง และมีส่วนประกอบของน้ำค่อนข้างมาก แถมยังมีสารที่ช่วยควบคุมความดันเลือดและชะลอการอุดตันของหลอดเลือดหัวใจได้อีกต่างหาก

-ช่วยลดคอเลสเตอรอล ดีต่อใจ
ซูเปอร์ไฟเบอร์เพกตินในสตรอว์เบอร์รีมีคุณสมบัติช่วยลดปริมาณคอเลสเตอรอลได้ในระดับหนึ่ง นอกจากนี้วิตามินซีและไฟเบอร์ของสตรอว์เบอร์รียังมีส่วนในการลดจำนวนคอเลสเตอรอลที่เกาะตามผนังหลอดเลือดได้ด้วย

ขณะที่การศึกษาจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดยังพบว่า สารแอนโทไซยานินในสีแดงสดของผลสตรอว์เบอร์รีก็มีส่วนสำคัญในการลดความเสี่ยงโรคหัวใจ เพราะจัดเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ มีคุณสมบัติช่วยป้องกันเซลล์ในร่างกาย และช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อหัวใจให้แข็งแรงได้อีกทาง

-ลดความดันโลหิต
การศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์ The American Journal of Clinical Nutrition พบว่า สารฟลาโวนอยด์ในผลไม้ตระกูลเบอร์รีทุกชนิดสามารถช่วยป้องกันความดันโลหิตสูงและช่วยลดระดับความดันโลหิตได้ เนื่องจากสตรอว์เบอร์รีก็มีโพแทสเซียมและแมกนีเซียมซึ่งเป็นสารสำคัญที่ช่วยควบคุมระดับความดันโลหิตของเราให้อยู่ในจุดสมดุลนั่นเอง

-บำรุงและดูแลสุขภาพตา
สารต้านอนุมูลอิสระและวิตามินซีในสตรอว์เบอร์รีมีส่วนช่วยป้องกันโรคต้อ และชะลอความเสื่อมของดวงตาจากการถูกรังสียูวีทำลายได้ นอกจากนี้วิตามินซียังเป็นสารอาหารสำคัญของการบำรุงดูแลเลนส์ตาและกระจกตาของเราให้สมบูรณ์แข็งแรง ลดความเสี่ยงต่อโรคและความผิดปกติที่อาจเกิดขึ้นกับดวงตาของเรา

-ช่วยลดน้ำหนัก
สตรอว์เบอร์รีมีคุณสมบัติช่วยเพิ่มการผลิตฮอร์โมนอะดิโปเนกติน  และฮอร์โมนเลปติน ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ช่วยเร่งระบบการเผาผลาญ จัดการไขมันสะสมในร่างกายได้อยู่หมัด ฉะนั้นสาว ๆ ที่อยากลดน้ำหนักให้ได้ประสิทธิภาพมากขึ้น ก็ไม่ควรพลาดสตรอว์เบอร์รีด้วยประการทั้งปวง

-บำรุงผิวให้เปล่งปลั่ง ดูอ่อนกว่าวัย
ผลการศึกษาจาก American Journal of Clinical Nutrition เผยว่า วิตามินซีที่มีอยู่เยอะในสตรอว์เบอร์รีก็มีส่วนช่วยลดริ้วรอย ความหย่อนคล้อย และความแห้งกร้านของผิวพรรณที่เกิดจากความเสื่อมตามอายุได้ด้วยนะจ๊ะสาว ๆ

-แก้ท้องผูก
สตรอว์เบอร์รีเพียง 9 ผล ก็มีไฟเบอร์ราว ๆ 3.4 กรัมแล้วนะคะ ซึ่งไม่เพียงเท่านั้น เพราะในสตรอว์เบอร์รีก็ยังมีกรดโฟลิก กรดที่ช่วยกระตุ้นระบบขับถ่าย จึงช่วยแก้ปัญหาท้องผูกให้กับเราได้ แต่ทั้งนี้ก็ควรกินผัก-ผลไม้อื่น ๆ ร่วมด้วย เพื่อให้ร่างกายได้รับใยอาหารที่หลากหลาย โดยเฉพาะคนที่มีอาการท้องผูกหนักมาก ๆ

-เป็นผลไม้ต้านมะเร็ง
American Cancer Society เผยประโยชน์ดี๊ดีของสตรอว์เบอร์รีมาว่า ไฟโตนิวเทรียนท์  หรือสารพฤกษเคมี บวกกับวิตามินซี และแร่ธาตุดี ๆ อีกหลายชนิดในสตรอว์เบอร์รี ก็มีส่วนสำคัญในการต้านเซลล์มะเร็ง และมีสรรพคุณบำบัดโรค โดยเฉพาะคุณสมบัติป้องกันโรคมะเร็งเต้านมของคุณสาว ๆ

-ลดการอักเสบในร่างกาย
คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด เผยผลการศึกษามาว่า ผู้หญิงที่กินสตรอว์เบอร์รีสัปดาห์ละ 16 ผลขึ้นไป จะมีแนวโน้มเสี่ยงต่ออาการอักเสบลดลง โดยเฉพาะอาการข้อต่ออักเสบ โรคเกาต์ หรือโรคข้อเสื่อม เนื่องจากสตรอว์เบอร์รีมีสารต้านอนมูลอิสระค่อนข้างสูง และยังมีสารพฤกษเคมีที่มีคุณสมบัติล้างกรดยูริกอันเป็นกรดที่กระตุ้นให้เกิดโรคข้อต่าง ๆ ได้

-บำรุงสมอง
ความเสื่อมของเส้นประสาทและประสิทธิภาพการทำงานของสมองมีสาเหตุมาจากอนุมูลอิสระที่เพิ่มจำนวนมากขึ้นตามอายุของเรา แต่เราเองก็สามารถป้องกันความเสื่อมสภาพของสมองได้ด้วยการรับประทานอาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระสูงอย่างสตรอว์เบอร์รีนี่เองค่ะ

-ป้องกันปัญหาสุขภาพฟัน
อย่างที่ทราบกันดีว่าสตรอว์เบอร์รีเป็นผลไม้มีวิตามินซีสูง ซึ่งในวิตามินซีก็มีกรดแอสคอร์บิก  ที่มีคุณสมบัติช่วยป้องกันเลือดออกตามไรฟัน อีกทั้งในสตรอว์เบอร์รียังมีโพลีฟีนอล ที่ช่วยลดการสะสมของคราบพลัค พร้อมทั้งมีคุณสมบัติบำรุงสารเคลือบฟันของเราได้อีกทางด้วยนะคะ

 …

“น้ำเต้าหู้ชาเย็น” เครื่องดื่มแบบทูโทน เพิ่มอรรถรสในการดื่ม

อร่อยแบบทูโทน

ร้อนแบบนี้ใครกำลังมองหาเครื่องดื่ม คลายร้อนต้องจดสูตรนี้ไว้เลย “น้ำเต้าหู้ชาเย็น” อร่อยแบบทูโทน รสชาติสไตล์คาเฟ่ที่อยู่ในมือเรา ต้องเมนูนี้ “น้ำเต้าหู้ชาเย็น”

อร่อยแบบทูโทน สไตล์คาเฟ่ “น้ำเต้าหู้ชาเย็น”

อร่อยแบบทูโทน
ส่วนผสม

-ถั่วเหลือง 450 กรัม

-ถั่วอัลมอนด์ 1 ถ้วย

-ถั่วลิสง 1 ถ้วย

-ชาเย็นสำเร็จรูป 4 ซอง

-น้ำเปล่า 3 ถ้วยน้ำ

-ตาลทรายแดง

วิธีทำ

-ก่อนอื่นให้นำถั่วเหลือง ถั่วลิสง และถั่วอัลมอนด์ มาล้างให้สะอาด จากนั้นนำไปนำถั่วทุกชนิดไปแช่ในน้ำเปล่าโดยเทน้ำให้ท่วมถั่ว ทิ้งไว้ประมาณ 3 – 4 ชั่วโมง

-นำถั่วเหลืองมาต้มให้สุก เสร็จแล้วตักขึ้นมาจากหม้อ พักไว้ให้เย็นลง

-ใส่ถั่วทั้ง 3 ชนิด ลงในเครื่องปั่น จากนั้นใส่น้ำเปล่าลงไปพอให้ท่วมส่วนผสมทั้งหมด แล้วปั่นถั่วกับน้ำให้เข้ากันจนเนื้อเนียนละเอียด

-พอได้ส่วนผสมที่ปั่นเสร็จแล้ว ให้กรองน้ำเต้าหู้ใส่ในหม้อด้วยผ้าขาวบาง แล้วบีบเอาเฉพาะน้ำเท่านั้น

-ทีนี้เมื่อเราได้น้ำเต้าหู้แล้ว ก็นำไปตั้งไฟ โดยต้มน้ำเต้าหู้ให้เดือดจนเกิดฟอง ในระหว่างนั้นต้องหมั่นคนส่วนผสมเรื่อย ๆ เพื่อที่น้ำเต้าหู้จะได้ไม่เหม็นไหม้

-พอน้ำเต้าหู้เดือดแล้วก็ให้ลดเหลือไฟอ่อน แล้วต้มต่ออีกประมาณ 10 นาที ค่อยปิดเตา เมื่อได้น้ำเต้าหู้แล้วก็พักไว้ให้เย็นลง

-เทน้ำร้อนใส่แก้ว จากนั้นเทผงชาไทยสำเร็จรูปลงไป ค่อยคนส่วนผสมให้เข้ากัน

-เตรียมแก้วใส่น้ำแข็งให้เรียบร้อย จากนั้นเทน้ำเต้าหู้ลงไปประมาณครึ่งแก้ว แล้วค่อย ๆ เทชาไทยที่ชงไว้ตามลงไป ให้เครื่องดื่มในแก้วออกมาเป็นทูโทน เพียงเท่านี้ก็พร้อมเสิร์ฟได้เลย

เทคนิคทำเครื่องดื่มทูโทน

-ผสมน้ำเชื่อมลงในเครื่องดื่มด้านล่าง
จะช่วยเพิ่มน้ำหนักมากยิ่งขึ้น เพียงพอตอนที่เราเทส่วนประกอบข้างบน จะช่วยทำให้เครื่องดื่มแยกชั้นทูโทนได้ง่าย แต่ว่าก็อย่าใส่น้ำเชื่อมจนหนักมือเกินไปล่ะ ไม่เช่นนั้นหวานเกินแน่นอน

-เทเครื่องดื่มด้านบนผ่านช้อนอีกครั้ง
วิธีแบบนี้เหมาะกับเครื่องดื่มชนิดอิตาเลียนน้ำโซดา โดยเมื่อเราใส่น้ำเชื่อมผลไม้ไว้ข้างใต้แล้ว ให้ค่อยๆเทน้ำโซดาผ่านช้อน จะช่วยทำให้น้ำโซดากองอยู่ข้างบนแบบสวยงาม แยกชั้นกับน้ำเชื่อมข้างล่างอย่างชัดเจน

แค่เพียงเท่านี้เราก็ได้ “น้ำเต้าหู้ชาไทย” สามารถเรียกความสดชื่นกัน ใครชอบเครื่องดื่มทูโทนออกแนวสุขภาพหน่อย ๆ แบบนี้ รับรองอร่อยเข้ากัน ที่สำคัญน้ำเต้าหู้โฮมเมดแบบนี้ มั่นใจได้เลยว่าคุณค่าสารอาหารครบ

อร่อยแบบทูโทน

ข้อดีน้ำเต้าหู้

-อุดมด้วยสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกายสูง ในน้ำเต้าหู้ประกอบไปด้วยสารอาหารที่ร่างกายต้องการอยู่เป็นจำนวนมาก ได้แก่ โปรตีน แคลเซียม ซีลีเนียม สังกะสี ฟอสฟอรัส กรดอะมิโนกว่า 18 ชนิด และธาตุเหล็ก รวมไปถึงวิตามินที่จำเป็นต่อร่างกายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นวิตามินเอ วิตามินอี วิตามินบี 1 และวิตามินบี 2 เป็นต้น

-บำรุงกระดูกและฟันให้แข็งแรง น้ำเต้าหู้นั้นอุดมไปด้วยสารไอโซฟลาโวน ที่ช่วยลดการเสื่อมสภาพของกระดูกได้

-ช่วยลดและควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ระดับน้ำตาลและอีซูลันในน้ำเต้าหูนั้นมีน้อยกว่านมชนิดอื่นๆ เมื่อดื่มแล้วจึงช่วยจึงลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวาน และยังช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้เป็นปกติมากยิ่งขึ้น

-มีไขมันอิ่มตัวที่เหมาะสม น้ำเต้าหู้ประกอบไปด้วยไขมันไม่อิ่มตัว 63% ไขมันอิ่มตัว 15% และไขมันไม่อิ่มตัวชนิดเดี่ยว 24% ทำให้ไม่เกิดไขมันสะสมตามร่างกายจนเป็นผลเสีย นอกจากนี้ ยังมีกรดไลโนเลอิก และกรดไขมันอื่นๆ ที่จะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจลงได้

ประโยชน์ของน้ำเต้าหู้ยังมีอีกมาก ได้แก่ ช่วยลดอาการท้องผูก ลดอาการวัยทอง บำรุงสมอง บำรุงผิวพรรณให้สดใสเปล่งปลั่งขึ้น ลดความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งต่างๆ และยังทำให้สร้างภูมิคุ้มกันร่างกายให้แข็งแรงอีกด้วย…

ขนมไทยโบราณ “ขนมโป๊งเหน่งหรือขนมลูกตุ้ม” สูตรซ่อนไส้กรอก

สูตรขนมโป๊งเหน่ง

สูตรขนมโป๊งเหน่ง ขนมไทยโบราณ แป้งกรอบนุ่มซ่อนไส้กรอก ใครจะทำกินที่บ้านก็ง่ายมาก ๆ เลย พร้อมวิธีทำแป้งเคลือบไส้กรอก เพิ่มความอร่อยโรยไอซิ่งหรือราดซอสช็อกโกแลตก็ดูน่าอร่อยไปอีกแบบ

สูตรขนมโป๊งเหน่ง อร่อยแบบซ่อนไส้กรอก

สูตรขนมโป๊งเหน่ง

ส่วนผสม โป๊งเหน่ง

-แป้งอเนกประสงค์ 2 ถ้วย

-ผงฟู 1 ช้อนชา

-เกลือ 1/2 ช้อนชา

-ไข่ไก่ 2 ฟอง

-น้ำตาลทราย 1 ถ้วย

-น้ำเปล่า 1/2 ถ้วย

-กลิ่นวานิลลา 1 ช้อนชา

-ไส้กรอก

-น้ำมันสำหรับทอด

วิธีทำโป๊งเหน่ง

-เริ่มจากการนำแป้งอเนกประสงค์ ผงฟู และเกลือมาร่อน

-ตีไข่ไก่จนเกิดฟอง ใส่น้ำตาลทรายลงไป คนจนกว่าน้ำตาลจะละลาย

-นำแป้งที่ร่อนไว้ทยอยใส่ลงไปในส่วนผสมไข่ สลับกับน้ำเปล่า ประมาณ 2-3 รอบ และคนจนกว่าจะเป็นเนื้อเดียวกันและมีความเนียน

-ใส่กลิ่นวานิลลาลงไป คนจนเข้ากัน

-คลุมด้วยพลาสติกถนอมอาหาร พักไว้ในตู้เย็น 15-20 นาที

-ระหว่างรอหั่นไส้กรอกเป็นชิ้นเล็ก ๆ และเสียบไม้

-พอครบเวลาพักแป้งแล้วให้นำแป้งมาใส่ในภาชนะทรงสูงเพื่อสะดวกต่อการชุบแป้ง

-ตั้งน้ำมันให้ร้อนโดยใช้ไฟปานกลางค่อนไปทางอ่อน พอน้ำมันร้อนแล้วนำไส้กรอกที่เสียบไม้ไว้มาชุบแป้ง แล้วนำไปทอดให้สีเหลืองสวย พักไว้ให้อุ่น

-เมื่ออุ่นแล้วนำมาชุบแป้งและทอดต่อ เราจะทำแบบนี้ไปจนได้ความอ้วนของแป้งตามที่เราต้องการ ปกติจะทำประมาณ 3-4 ชั้นก็อ้วนแล้ว

-จัดเสิร์ฟได้เลยค่ะ

เคล็ดล็บ
-ภาชนะที่ใช้ทอดควรเป็นหม้อทรงสูงเพื่อประหยัดน้ำมัน
-เวลาเสียบไส้กรอกควรให้ปลายแหลมของไม้โผล่ออกมานิดหน่อยเพื่อป้องกันขนมโป๊งเหน่งหลุดจากไม้
-เวลาชุบแป้งควรค่อย ๆ หมุนแป้งเพื่อให้แป้งกลมและไม่หยด

มองเห็นเค้าหน้าขนมโป๊งเหน่งแล้วชวนหวนคิดวัยไปสมัยเด็กเนอะ แม้ว่าจะไม่ได้ทำขายก็ทำกินเป็นของหวานก็ได้ ทำรับประทานเองรับประทานเยอะมากมายสักเท่าไหร่ก็ได้ เอาที่สบายใจเลยนะ…

“ขนมมันม่วงถ้วยฟู” ชีวิตจะได้รุ่งโรจน์ เฟื่องฟู

รับรองว่าอร่อยไม่แพ้กันแน่นอน

สูตรขนมถ้วยฟูที่พิเศษเพราะใช้ส่วนผสมหลักอย่างมันม่วงมาทำให้หอมอร่อย ได้รสชาติมันม่วงแบบเต็มที่สุด ๆ จะกินแบบเดิม ๆ ก็เบื่อกันแย่ ยังไงก็ลองเปลี่ยนมาเป็น ถ้วยฟูมันม่วง กันดูสักหน่อย รับรองว่าอร่อยไม่แพ้กันแน่นอน

 “ขนมมันม่วงถ้วยฟู” รับรองว่าอร่อยไม่แพ้กันแน่นอน

ส่วนผสม

-แป้งเค้ก 250 กรัม

-มันม่วงนึ่ง 200 กรัม

-น้ำตาลทราย 180 กรัม

-กะทิ 250 กรัม

-ยีสต์ 1 1/2 ช้อนชา

-ผงฟู 1 1/2 ช้อนชา

-นมสด 100 กรัม

-น้ำมะนาว 1 ช้อนชา

วิธีทำ

-เตรียมอ่างผสม จากนั้นร่อนแป้งและผงฟูเข้าด้วยกัน

-นำมันม่วงที่นึ่งแล้วมาปั่นกับกะทิให้ละเอียด พอได้เนื้อเนียนแล้วก็นำไปเทลงในชามแป้งที่เราร่อนเตรียมไว้

-จากนั้นก็มาเพิ่มกล้ามแขนด้วยขั้นตอนการนวดแป้ง นวด ๆ ๆ ส่วนผสมจนเข้ากัน

-เมื่อนวดแป้งได้ที่แล้ว ให้ค่อย ๆ เติมนมสดลงไป พร้อม ๆ กับนวดไปด้วย นวดจนส่วนผสมเริ่มเหลวพอสำหรับตักหยอด

-เสร็จแล้วใส่ยีสต์ลงไป แล้วคนแป้งขนมกับยีสต์ให้เข้ากัน เติมน้ำมะนาวแล้วคนให้เข้ากันอีกครั้ง ค่อยปิดฝาภาชนะทิ้งไว้ 45 นาที

-ระหว่างนี้ต้มน้ำให้เดือด เอาแบบชนิดที่ว่าเดือดปุด ๆ เลย แล้วค่อยนำแป้งที่พักไว้ตักใส่ในพิมพ์ที่รองด้วยกระทงกระดาษ นำไปวางลงในซึ้งให้ห่างกันพอประมาณ จะได้ร้อนอย่างทั่วถึง นึ่งด้วยไฟแรงประมาณ 12 นาที

-เสร็จแล้วก็จะได้ถ้วยฟูมันม่วงออกมาสวยงาม หน้าแตกพองาม ฟูกำลังดี เตรียมเสิร์ฟรับความหอมหวานได้เลย

เคล็ดลับ
ขั้นตอนก่อนนำนึ่ง ถ้าอยากได้รสสัมผัสจากเนื้อมันม่วง แนะนำให้หั่นมันม่วงที่นึ่งเกือบสุกเป็นชิ้นเต๋า วางลงบนส่วนผสมถ้วยฟู แล้วนำเข้านึ่ง เท่านี้ก็ได้สีสันของมันม่วงมาประดับถ้วยฟูให้ดูน่ากิ๊นน่ากิน

สูตรขนมถ้วยฟูไม่ได้ยากเกินอย่างที่คิด แถมยังเพิ่มความคูลด้วยมันม่วง ยิ่งทำให้สูตรนี้หอมอร่อยยิ่งขึ้นเข้าไปอีก สาวกมันม่วงอย่ารอช้า…