เมนูซี๊ดซ๊าด ต้มแซ่บไข่ปลาริวกิว สูตรเด็ด

ครบเครื่องสมุนไพร

ต้มแซ่บชามนี้มิได้เพียงแค่อร่อยแซ่บ ครบเครื่องสมุนไพร แค่นั้น แต่ว่ายังมีทีเด็ดอยู่ที่ไข่ปลาริวกิวลูกโตๆกรุบๆคนทางบ้านเห็นเป็นจะต้องน้ำลายไหลแน่ ลองทำเลย

ครบเครื่องสมุนไพร “ต้มแซ่บไข่ปลาริวกิว”

ส่วนผสม

  • น้ำ 3 ถ้วย
  • ข่าหั่นแว่น 5 แว่น
  • ตะไคร้หั่นท่อนทุบ 2 ต้น
  • ใบมะกรูดฉีก 4 ใบ
  • เนื้อปลาริวกิวหั่นชิ้นพอคำ 150 กรัม
  • ไข่ปลาริวกิวลวก 150 กรัม
  • ผงปรุงรสสูตรสำเร็จ ลาบ-น้ำตก 1 ซอง
  • ต้นหอมหั่นท่อน 1 ต้น
  • ผักชีฝรั่งหั่นท่อน 2 ต้น
  • พริกขี้หนูบุบ 7 เม็ด
  • พริกแห้งคั่วโขลกหยาบ 3 เม็ด

วิธีทำ

  • ต้มน้ำในหม้อด้วยไฟกลางจนเดือด ใส่ข่า ตะไคร้ ใบมะกรูด ลงต้มจนกลิ่นหอม
  • ใส่เนื้อปลา ลงต้ม พอเนื้อปลาใกล้สุกค่อยใส่ไข่ปลาริวกิวลงไป หลังจากใส่ไข่ปลาลงไปแล้วไม่ควรคนบ่อยๆ เพราะจะทำให้ไข่ปลาแตกจนไม่น่าทาน
  • ใส่ผงปรุงรสสูตรสำเร็จ ลาบน้ำตก แล้วคนเบาๆ ให้เข้ากัน เพื่อปรุงรสให้ต้มแซ่บ รสจัดจ้าน หอมข้าวคั่ว เปรี้ยวกำลังดี
  • ใส่ต้นหอม ผักชีฝรั่ง และพริกขี้หนูบุบ จากนั้นปิดไฟ ตักใส่ชามเสิร์ฟ โรยด้วยพริกแห้งคั่วเพื่อเพิ่มสีสัน แล้วอร่อยกับเมนูต้มแซ่บไข่ปลาริวกิวได้เลย รับรองแซ่บสุดๆ

เมนูหวาน “วุ้นเลมอน” รสชาติเปรี้ยว จี๊ดจ๊าด สะใจ

วุ้นเลมอน

เปรี้ยวอร่อยแบบตาตื่น กับเมนูของหวานทานง่ายอย่าง ” วุ้นเลมอน ” ชื่นบานพอดี ยิ่งอากาศอบอ้าวอย่างนี้ ได้ของหวานสดชื่นสักถ้วย การันตีเติมความเฟรชแบบสุดๆคนไหนที่ติดอกติดใจรสเปรี้ยวนวลๆแล้วก็กลิ่นหอมยวนใจของเลมอนอยู่แล้ว บอกเลยว่าห้ามพลาด เรามาดูส่วนผสมกันดีกว่า

วุ้นเลมอน

ส่วนผสม

  • เลมอน 6 ลูก
  • ผงวุ้น 4 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำแอปเปิ้ล 4 ถ้วย
  • น้ำตาลทราย 3 ถ้วย
  • น้ำเปล่า 1 ถ้วย

วุ้นเลมอน
วิธีทำ

  • ใส่น้ำแอปเปิ้ล น้ำเปล่า ลงไปในหม้อ จากนั้นใส่ผงวุ้นตามลงไป คนให้ผงวุ้นกระจายให้ทั่ว แล้วเปิดไฟอ่อน ๆ คนไปเรื่อย ๆ จนผงวุ้นละลาย
  • เสร็จแล้วเติมน้ำตาลลงไป คนให้น้ำตาลละลาย แล้วบีบน้ำเลมอนตามลงไปเพื่อเพิ่มรสเปรี้ยว
  • ใช้ช้อนคว้านเนื้อเลมอนใส่ลงไปในหม้อ คนให้เนื้อเลมอนกระจายตัว เสร็จแล้วปิดไฟ ตั้งทิ้งไว้ประมาณ 5 นาที ให้วุ้นเริ่มอุ่นลง
  • นำผลเลมอน มาหั่นฝานเป็นแว่นบาง ๆ แล้วนำมาจัดเรียงวางใส่ในถ้วยแก้ว หรือภาชนะที่ต้องการ
  • เมื่อวุ้นอุ่นได้ที่แล้ว ค่อยนำมาเทใส่ถ้วยให้ท่วมเลมอนที่เราวางตกแต่งไว้
  • เมื่อได้ครบจำนวนตามต้องการแล้ว ก็ทิ้งไว้ให้วุ้นเซ็ทตัวและตกแต่งด้านบนด้วยผลไม้ที่ชื่นชอบเพิ่มเติม หรือนำวุ้นเลมอนไปแช่ตู้เย็นก่อนนำมารับประทาน เพิ่มความสดชื่นแบบสุด ๆ

บอกเลยว่าคนไหนเป็นสายสดชื่น จะต้องไม่พลาดวุ้นเลมอนถ้วยนี้เลย เพราะว่ารสชาติเปรี้ยวอมหวาน กินตอนแช่เย็นๆยิ่งสดชื่น แถมวิธีการทำก็ง่ายดายมากเลย

“แอปเปิ้ลคาราเมลน้ำกะทิ” เมนูหวานผสมกลิ่นอายความเป็นไทย

แอปเปิ้ลคาราเมลน้ำกะทิ

วันนี้เราขอจัดเมนูหวานอร่อยด้วยวัตถุดิบหลักอย่าง “ ผลแอปเปิ้ล ”  มาให้คุณได้ลองทำทานกันแบบง่ายๆกับเมนูนี้เลย “ แอปเปิ้ลคาราเมลน้ำกะทิ ” ที่เลือกเฟ้นเอาผลแอปเปิ้ลเขียวและก็ผลแอปเปิ้ลกาล่า ผสมกับซอสคาราเมล เพิ่มกลิ่นความเป็นไทยด้วยการปรุงน้ำกะทิและก็น้ำตาลมะพร้าว เข้ากันได้กับแอปเปิ้ลเชียวล่ะ ตามมาดูวิธีการทำกันได้เลย

แอปเปิ้ลคาราเมลน้ำกะทิ

ส่วนผสม

  • แอปเปิ้ลเขียว 1 ผล
  • แอปเปิ้ลกาล่า 1 ผล
  • เนย 2 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำตาลมะพร้าว 60 กรัม
  • กะทิ 3 ช้อนโต๊ะ
  • มะพร้าวอบกรอบสำหรับเสิร์ฟ
  • ไอศกรีมสำหรับเสิร์ฟ

วิธีทำ

  • ล้างแอปเปิ้ลให้สะอาด พร้อมกดใจของแอปเปิ้ลออก หั่นเป็นทางขวางให้เป็นแว่นหนา 1 เซนติเมตร
  • ตั้งกระทะด้วยไฟกลาง ใส่เนยลงไปพอละลาย ตามด้วยแอปเปิ้ลลงไปผัดให้เนยเคลือบดี จากนั้นใส่น้ำตาลมะพร้าวตามลงไป เคี่ยวให้น้ำตาลละลายและข้นขึ้นโดยใช้เวลาประมาณ 1 – 2 นาที
  • ใส่กะทิเคี่ยวต่ออีก 30 วินาที จากนั้นยกออกจากความร้อน เสิร์ฟแอปเปิ้ลคาราเมลน้ำกะทิกับไอศกรีม โรยด้วยมะพร้าวอบกรอบ พร้อมเสิร์ฟความอร่อย

เสร็จสมบูรณ์แล้วสำหรับเมนูอร่อยหอมหวานจากแอปเปิ้ลเมนูนี้ ใครที่อยากลองทำเมนูอาหารหวานแบบง่ายๆ

“ขนมจีนน้ำยาปลาแซลมอน” ทำง่ายสำหรับแม่บ้านมือใหม่

ขนมจีนน้ำยาปลาแซลมอน

ปลาแซลมอนทำเมนูได้นานาประการมากยิ่งกว่าที่เราคิด นี่เลย! อีกเมนูที่นำปลาแซลมอนมาปรับสูตรเป็นวัตถุดิบในเมนูแสนอร่อย อย่าง “ ขนมจีนน้ำยาปลาแซลมอน ” ที่ใช้ปลาแซลมอนมายีในเครื่องแกงกะทิ ส่งผลให้เกิดความไม่เหมือนด้านรสสัมผัส ความหอมอร่อย ยิ่งทานคู่กับเครื่องแนมผักสด ผักดอง รวมทั้งไข่ต้ม ใครได้ลองทานจะต้องหลงรัก จานเดียวไม่เคยพอ จะต้องขอเบิ้ลเพิ่มแน่นอน แถมทำเองง่ายๆได้ที่บ้านอีกด้วย ตามไปดูสูตรความอร่อยกันได้เลย

ขนมจีนน้ำยาปลาแซลมอน

ส่วนผสมเครื่องแกง

  • พริกแห้ง 15 เม็ด
  • พริกขี้หนู 10 เม็ด
  • ตะไคร้ 5-8 ต้น
  • กระชายหั่นแว่นเล็กๆ 4 ถ้วย
  • หอมแดง 8 หัว
  • กระเทียม 10-20 กลีบ
  • น้ำเปล่า 2 ถ้วย
  • เนื้อปลาแซลมอน 120 กรัม
  • น้ำปลา 3 ช้อนโต๊ะ
  • เกลือ 1 ช้อนชา
  • ใบมะกรูด 8 ใบ

ส่วนผสมผักสด

  • กะหล่ำปลีฝอย
  • แตงกวา
  • ถั่วฝักยาว
  • ถั่วงอกเด็ดหาง
  • ใบแมงลัก

ส่วนผสมผักดอง

  • หัวไชเท้าหั่นครึ่งวงกลม 1 1/2 ถ้วย
  • แครอทหั่นครึ่งวงกลม 1/2 ถ้วย
  • พริกขี้หนู 5 เม็ด
  • น้ำตาลทราย 4 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำส้มสายชู 1 ช้อนโต๊ะ
  • เส้นขนมจีน
  • พริกแห้งทอด
  • ไข่ต้ม

วิธีทำเครื่องเคียงผักดอง

  • นำน้ำตาลทรายผสมน้ำส้มสายชูเคี่ยวให้เข้ากัน ทิ้งไว้ให้เย็น แล้วนำมาคลุกกับหัวไชเท้าหั่นครึ่งวงกลม แครอทหั่นครึ่งวงกลม ถั่วงอก และพริกขี้หนูแช่เย็น

วิธีทำน้ำยาปลาแซลมอน

  • เทน้ำเปล่าใส่หม้อพอประมาณแล้วตั้งไฟ ใส่พริกแห้ง ตามด้วยพริกขี้หนู ตะไคร้ กระชาย หอมแดง กระเทียม เทสโก้ เนื้อปลาแซลมอน ใบมะกรูด ห้ามคนเด็ดขาด พอน้ำเดือด ยกหม้อลงทิ้งไว้ให้อุ่น
  • เทกะทิลงในโถปั่น แล้วตักเครื่องแกงที่ต้มแล้วใส่ลงไป แล้วปั่นเครื่องแกงทั้งหมดให้ละเอียด
  • ตั้งไฟหม้อที่ต้มเครื่องแกงในขั้นตอนที่ 1 อีกครั้ง จากนั้นใส่เครื่องแกงที่ปั่นละเอียดลงไป ปรุงรสตามชอบ
  • พอน้ำเดือด ให้ใส่เนื้อปลาแซลมอนเพิ่มลงไป พอเนื้อปลาสุกแล้ว ปิดไฟเป็นอันเสร็จ
  • จัดวางเครื่องเคียงเป็นบุฟเฟต์ “ขนมจีนน้ำยาปลาแซลมอน” พร้อมทาน

“ขนมจีนน้ำยาปลาแซลมอน” จัดว่าเป็นเมนูที่ทำง่ายสุดๆ แม่บ้านมือใหม่ก็ทำออกมาอร่อยได้ ไม่แพ้มือโปรเลย เพียงแค่ลองนำปลาแซลมอนมาเพิ่มไอเดีย ดัดนิด แปลงหน่อย ก็ได้เมนูสูตรใหม่ของคุณแล้ว และก็เหมือนเคยนอกเหนือจากการที่จะอร่อยแล้ว เนื้อปลาแซลมอน” ก็ยังอุดมด้วยสารอาหารที่มีคุณประโยชน์ต่อสุขภาพอย่าง “แอสตาแซนธิน” ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด ช่วยในเรื่องฟื้นฟูจอประสาทตาเสื่อม กระตุ้นความจำ ลดความดัน ลดภาวะอักเสบในร่างกาย ช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกัน เพิ่มความแข็งแรงของร่างกาย และก็ลดอาการอ่อนเพลีย ฯลฯ สารแอสตาแซนธินนี้ไม่สามารถที่จะสังเคราะห์ได้โดยมนุษย์ แต่ว่าอย่างไรก็ตามเราก็สามารถที่จะกินปลาแซลมอนแทนเพื่อสุขภาพที่ดีของตัวเราเองได้…

“กล้วยทอด” อร่อย กรอบ นุ่ม ในคำเดียว

กล้วยทอด

สายของทอดจะต้องจัดเตรียมเขียนสูตร เพราะเหตุว่าวันนี้เราจะพาคุณมาทำ “ กล้วยทอด ” สูตรเด็ด อร่อยเพลิดเพลินทั้งนุ่มทั้งกรอบในคำเดียว บอกเลยว่างานนี้เกลี้ยงจานแน่นอนค่ะ

กล้วยทอด  สูตรเด็ด หอม กรอบ น่าทานสุดๆ

ส่วนผสม

  • กล้วยน้ำว้า 1 หวี
  • แป้งข้าวเจ้า 1 ถ้วย
  • แป้งข้าวโพด 2 ช้อนโต๊ะ
  • กะทิ 1/2 ถ้วย
  • เกลือ 1 ช้อนชา
  • น้ำตาลทราย 1 ถ้วย
  • งาขาวคั่ว 1 ถ้วย
  • มะพร้าวขูด 1 ถ้วย
  • น้ำปูนใส 2 – 3 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำมันสำหรับทอด 2 ถ้วย
  • น้ำเย็น 1/2 ถ้วย

วิธีทำ

  • เริ่มต้นด้วยการเตรียมส่วนผสมของแป้งกันก่อน โดยใส่แป้งข้าวเจ้าและแป้งข้าวโพด ลงในชามผสมทั้งหมด จากนั้นเทน้ำกะทิและน้ำปูนใสตามลงไป ตีให้ส่วนผสมเข้ากัน
  • เมื่อผสมเข้ากันแล้วให้ใส่น้ำสะอาดตามลงไปประมาณ 1/4 ถ้วย คนให้เข้ากัน หากน้ำน้อยเกินไปให้ค่อย ๆ เทน้ำที่เหลือตามลงไปได้อีก
  • ค่อย ๆ เติมน้ำตาลทรายลงไป คนให้น้ำตาลทรายละลายไปกับส่วนผสมในถ้วยจนส่วนผสมเข้าเนื้อกัน
  • จากนั้นใส่มะพร้าวขูด ตามด้วยงาขาวคั่วลงไป ผสมให้เข้ากันจนได้แป้งเข้มข้นสำหรับชุบกล้วย
  • ปอกเปลือกและฝานกล้วยเป็นชิ้นบาง ประมาณ 1 ใน 3 ต่อกล้วย 1 ผล ใส่ลงในชามแป้งที่ผสมไว้เรียบร้อยแล้วเตรียมลงทอด
  • ตั้งกระทะด้วยไฟกลางใส่น้ำมันรอให้กระทะร้อน จากนั้นให้นำกล้วยที่ฝานและชุบแป้งแล้วลงทอดในกระทะ หมั่นใช้ตะหลิวคนกล้วยในกระทะไปเรื่อย ๆ เผื่อให้สุกทั่วถึง ใช้เวลาในการทอดกล้วยประมาณ 5 – 8 นาที เมื่อกล้วยสุกให้นำพักไว้ในตะแกรงให้สะเด็ดน้ำมัน หรือหากบ้านไหนมีกระดาษซับมันสามารถนำมาใช้วางรองบนจนเพื่อซับน้ำมันในตัวกล้วย

หมายเหตุ

  • ควรที่จะเลือกกล้วยที่มีลักษณะสีเหลืองแกมเขียว เป็นกล้วยที่ยังไม่สุกดี ด้วยเหตุว่ากล้วยจะได้ไม่สุกนิ่มจนเกินไปเวลาทอด
  • ต้องการที่จะให้กล้วยทอดมีความหอมเพิ่มขึ้น ชี้แนะว่าให้นำใบเตยล้างสะอาดเช็ดถูให้แห้งสนิท มาหั่นเป็นท่อนนำลงใส่ไว้กับน้ำมันในกระทะ เวลานำกล้วยลงทอดจะได้กลิ่นที่หอมน่าทานเพิ่มขึ้น
  • น้ำปูนใสช่วยสำหรับในการเพิ่มความกรอบ ซึ่งถ้าหากคุณแม่บ้านท่านไหนหาน้ำปูนใสมิได้ เราเสนอแนะให้เปลี่ยนแปลงมาใช้ผงฟูราวๆ 1 1/2 ช้อนโต๊ะใส่ลงไปพร้อมด้วยแป้งในขั้นตอนที่ 1 แทนน้ำปูนใสได้เลยจ้ะ จะช่วยทำให้กล้วยทอดของคุณแม่บ้านกรอบน่าทานมากๆ

พร้อมเสิร์ฟแล้วสำหรับเมนูกล้วยทอด หอมกรอบน่าทานสุดๆค่ะคุณ แต่ว่าถึงจะมองเป็นเมนูง่ายๆก็ยังแอบมีกลเม็ดที่ทำให้เมนูนี้อร่อยกว่าเดิมจากที่เราได้ชี้แนะไป ถ้าหากห้ามใจไม่ไหวก็ไม่ต้องรอช้า…

“ซุปปลาหมึกสอดไส้” อร่อยได้สุขภาพ

อร่อยได้สุขภาพ

หาก ใครที่ชื่น ชอบทานปลาหมึก มาก เราขอแนะนำเมนูนี้เลยคะ “ซุปปลาหมึกสอดไส้” อร่อยได้สุขภาพ ช้ากันอยู่ทำไมไปทำกันเลย

อร่อยได้สุขภาพ ของคนชอบทานปลาหมึก

อร่อยได้สุขภาพ

ส่วนผสมซุปปลาหมึกสอดไส้

-ปลาหมึก 3-4 ตัว

-หมูสับปรุงรส 200 กรัม

-แครอทลวกหั่นชิ้นเต๋า 2 ช้อนโต๊ะ

-แครอทหั่นชิ้น 5-6 ชิ้น

-เห็ดชิเมจิ 50 กรัม

-ขึ้นฉ่ายหั่นท่อน 1 ต้น

-ต้นหอมหั่นท่อน 1 ต้น

-น้ำมันหอย 1 ช้อนโต๊ะ

-น้ำปลา 1 ช้อนชา

-ซอสปรุงรส1ช้อนชา

-น้ำตาลทราย 1 ช้อนชา

-ผงปรุงรสหมู 1 ช้อนชา

-พริกไทยป่น 1 ช้อนชา

-น้ำเปล่า 4 ถ้วย

วิธีทำซุปปลาหมึกสอดไส้

-ทำความสะอาดปลาหมึกให้เรียบร้อย โดยดึงส่วนหัวและหนวดออกจากตัว รวมถึงแกนปลาหมึกด้านใน แล้วทำความสะอาดตัวปลาหมึกให้เรียบร้อย ใส่จานพักไว้

-ขั้นตอนต่อไป มาทำส่วนผสมของไส้ปลาหมึก โดยน้ำหมูสับ แครอทต้มหั่นเต๋าเล็ก น้ำมันหอย ซอสปรุงรสน้ำตาลทราย 1/2 ช้อนชา และพริกไทยป่น 1/2 ช้อนชา คลุกส่วนผสมให้เข้ากัน พักไว้ประมาณ 15 นาที

-นำส่วนผสมของไส้หมูสับ ยัดใส่ในตัวปลาหมึกที่ทำความสะอาดไว้แล้ว แนะนำให้ค่อย ๆ ใส่ ไม่ต้องเยอะมาก ไม่เช่นนั้นตัวปลาหมึกอาจแตกได้เมื่อนำไปต้ม

-ใช้มีดบากตรงกลางตัวปลาหมึก เพื่อให้เห็นไส้ด้านใน จะดูน่ารับประทานยิ่งขึ้นเมื่อปรุงเสร็จ

-นำหม้อใส่น้ำเปล่าตั้งไฟกลาง รอให้น้ำเริ่มเดือด แล้วใส่ผงปรุงรสหมูเทสโก้โลตัส จากนั้นใส่แครอทดิบ และเห็ดชิเมจิที่เตรียมไว้ลงไปต้ม

-เมื่อน้ำเดือดจัดให้ใส่ตัวปลาหมึกยัดไส้และหนวดลงไป ขั้นตอนนี้อย่าเพิ่งใช้ทัพพีคนเพราะอาจทำให้เกิดความคาวได้

-ปรุงรสด้วยน้ำปลา น้ำตาลเล็กน้อยและพริกไทยป่นอีกเล็กน้อย ตามด้วยขึ้นฉ่ายและต้นหอม แล้วค่อยปิดไฟ ตักใส่ถ้วยพร้อมเสิร์ฟ

หลายคนจะมองว่า “ปลาหมึก” เป็นเนื้อสัตว์ที่มีคอเลสเตอรอลสูง แต่ในความเป็นจริงแล้ว หากเราเลือกทานปลาหมึกในปริมาณที่เหมาะสม ก็จะได้ประโยชน์มหาศาลเช่นกัน

-ปลาหมึกอุดมไปด้วย “โอเมก้า 3” ที่จำเป็นต่อร่างกาย
-มีส่วนช่วยในการเจริญเติบโต โดยเฉพาะวัยเด็กถ้าเลือกทานปลาหมึกก็จะยิ่งช่วยเสริมสร้างพัฒนาการด้านสมองและร่างกายให้เจริญเติบโต

-ช่วยเพิ่มสมาธิและการจดจำได้แบบดีเยี่ยม เหมาะกับวัยเรียนรู้ของเด็ก ๆ เป็นอย่างมาก

-ผู้ที่กำลังตั้งครรภ์ เพราะกรดไขมันในโอเมก้าสามที่เรียกว่า DHA ส่งผลดีต่อระบบประสาทและสมองของทารกในครรภ์อีกด้วย

-ใบหน้าดูอ่อนกว่าวัย เพราะปลาหมึกเป็นอาหารทะเลที่มีคอลลาเจนสูง และดูดซึมได้ง่าย ทำให้ร่างกายกลับมาเปล่งปลั่งอ่อนเยาว์แบบไม่ได้ดึงหน้ากันเลยทีเดียว

-แต่ปลาหมึกยังมีคอเลสเตอรอลชนิดดีที่มีส่วนช่วยบำรุงผิวหนังให้เต่งตึง ไม่เหี่ยวง่าย ๆ

บอกเลยถ้วยนี้ขอยกนิ้วให้เลย ทานอร่อยซดคล่องคอ แถมประโยชน์เพียบ เหมาะกับทุกคนในครอบครัวกันเลยค่ะสำหรับ “ปลาหมึกสอดไส้”…

น้ำแข็งไสสตรอเบอรี่โยเกิร์ต เมนูคลายร้อน

อากาศร้อนๆ

อากาศร้อนๆ แบบนี้ต้องหาน้ำแข็งใสทานแล้วหละ แต่เราจะเพิ่มความพิเศษให้มากว่านั้น เพื่อได้ความสดชื่นจากผลไม้และน้ำหวาน ให้ทุกคนได้ลองทำตามกันง่ายๆ วิธีไม่ซับซ้อน งั้นเราลงมือทำกันเลยดีกว่า

อากาศร้อนๆ แบบนี้ต้องหาน้ำแข็งไสสตรอเบอรี่โยเกิร์ต

ส่วนผสม

-นมสด 60 มิลลิลิตร

-โยเกิร์ตรสธรรมชาติ 1 ถ้วย

-น้ำเชื่อม 30 มิลลิลิตร

-สตรอเบอรี่ 10 ลูก

-น้ำแข็งก้อน 2 แก้ว

วิธีทำ

-นำนมมาผสมกับโยเกิร์ต แล้วคนให้ส่วนผสมละลายเข้ากัน

-นำไปกรองเพื่อให้โยเกิร์ตเนื้อเนียนขึ้น จากนั้นนำใส่ขวดโหล ปิดฝาให้สนิทเพื่อกันลม ทิ้งไว้ในตู้เย็น

-ล้างสตรอเบอร์รี่ให้สะอาด จากนั้นตัดจุกออกแล้วผ่าครึ่ง

-นำสตรอเบอร์รี่มาปั่นกับน้ำแข็งจนละเอียด ใส่น้ำเชื่อมเพื่อปรุงความหวานตามใจชอบ

-เทใส่แก้ว ราดด้วยโยเกิร์ตสลับชั้นกับสตรอเบอรี่ปั่นเพื่อความสวยงาม พร้อมเสิร์ฟทันที

ประโยชน์ของสตรอว์เบอร์รีกับสุขภาพของเรามีอยู่ดังนี้

-ช่วยบูสต์ระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย
สตรอว์เบอร์รีเป็นผลไม้ที่มีวิตามินซีสูง โดยข้อมูลจากกองโภชนาการ กรมอนามัย ระบุว่า สตรอว์เบอร์รี 9 ผล จะให้วิตามินซีมากถึง 112 มิลลิกรัม ซึ่งเป็นปริมาณวิตามินซีที่มากพอกับขนาดที่ร่างกายควรได้รับต่อวัน ดังนั้นการกินสตรอว์เบอร์รีจึงสามารถช่วยเสริมกำลังของระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายได้

อีกทั้งผลการศึกษาจาก UCLA เมื่อปี 2010 ยังแสดงให้เห็นว่า วิตามินซีที่มีในสตรอว์เบอร์รียังจัดเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ดีต่อระบบไหลเวียนของหลอดเลือดเราด้วยนะคะ

-ช่วยควบคุมความดันเลือดและชะลอการอุดตันของหลอดเลือด
ข้อมูลจากกองโภชนาการ กรมอนามัย ระบุว่า นอกจากสตรอว์เบอร์รีจะเป็นผลไม้ที่มีวิตามินซีสูงแล้ว ในสตรอว์เบอร์รียังมีใยอาหารค่อนข้างสูง และมีส่วนประกอบของน้ำค่อนข้างมาก แถมยังมีสารที่ช่วยควบคุมความดันเลือดและชะลอการอุดตันของหลอดเลือดหัวใจได้อีกต่างหาก

-ช่วยลดคอเลสเตอรอล ดีต่อใจ
ซูเปอร์ไฟเบอร์เพกตินในสตรอว์เบอร์รีมีคุณสมบัติช่วยลดปริมาณคอเลสเตอรอลได้ในระดับหนึ่ง นอกจากนี้วิตามินซีและไฟเบอร์ของสตรอว์เบอร์รียังมีส่วนในการลดจำนวนคอเลสเตอรอลที่เกาะตามผนังหลอดเลือดได้ด้วย

ขณะที่การศึกษาจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดยังพบว่า สารแอนโทไซยานินในสีแดงสดของผลสตรอว์เบอร์รีก็มีส่วนสำคัญในการลดความเสี่ยงโรคหัวใจ เพราะจัดเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ มีคุณสมบัติช่วยป้องกันเซลล์ในร่างกาย และช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อหัวใจให้แข็งแรงได้อีกทาง

-ลดความดันโลหิต
การศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์ The American Journal of Clinical Nutrition พบว่า สารฟลาโวนอยด์ในผลไม้ตระกูลเบอร์รีทุกชนิดสามารถช่วยป้องกันความดันโลหิตสูงและช่วยลดระดับความดันโลหิตได้ เนื่องจากสตรอว์เบอร์รีก็มีโพแทสเซียมและแมกนีเซียมซึ่งเป็นสารสำคัญที่ช่วยควบคุมระดับความดันโลหิตของเราให้อยู่ในจุดสมดุลนั่นเอง

-บำรุงและดูแลสุขภาพตา
สารต้านอนุมูลอิสระและวิตามินซีในสตรอว์เบอร์รีมีส่วนช่วยป้องกันโรคต้อ และชะลอความเสื่อมของดวงตาจากการถูกรังสียูวีทำลายได้ นอกจากนี้วิตามินซียังเป็นสารอาหารสำคัญของการบำรุงดูแลเลนส์ตาและกระจกตาของเราให้สมบูรณ์แข็งแรง ลดความเสี่ยงต่อโรคและความผิดปกติที่อาจเกิดขึ้นกับดวงตาของเรา

-ช่วยลดน้ำหนัก
สตรอว์เบอร์รีมีคุณสมบัติช่วยเพิ่มการผลิตฮอร์โมนอะดิโปเนกติน  และฮอร์โมนเลปติน ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ช่วยเร่งระบบการเผาผลาญ จัดการไขมันสะสมในร่างกายได้อยู่หมัด ฉะนั้นสาว ๆ ที่อยากลดน้ำหนักให้ได้ประสิทธิภาพมากขึ้น ก็ไม่ควรพลาดสตรอว์เบอร์รีด้วยประการทั้งปวง

-บำรุงผิวให้เปล่งปลั่ง ดูอ่อนกว่าวัย
ผลการศึกษาจาก American Journal of Clinical Nutrition เผยว่า วิตามินซีที่มีอยู่เยอะในสตรอว์เบอร์รีก็มีส่วนช่วยลดริ้วรอย ความหย่อนคล้อย และความแห้งกร้านของผิวพรรณที่เกิดจากความเสื่อมตามอายุได้ด้วยนะจ๊ะสาว ๆ

-แก้ท้องผูก
สตรอว์เบอร์รีเพียง 9 ผล ก็มีไฟเบอร์ราว ๆ 3.4 กรัมแล้วนะคะ ซึ่งไม่เพียงเท่านั้น เพราะในสตรอว์เบอร์รีก็ยังมีกรดโฟลิก กรดที่ช่วยกระตุ้นระบบขับถ่าย จึงช่วยแก้ปัญหาท้องผูกให้กับเราได้ แต่ทั้งนี้ก็ควรกินผัก-ผลไม้อื่น ๆ ร่วมด้วย เพื่อให้ร่างกายได้รับใยอาหารที่หลากหลาย โดยเฉพาะคนที่มีอาการท้องผูกหนักมาก ๆ

-เป็นผลไม้ต้านมะเร็ง
American Cancer Society เผยประโยชน์ดี๊ดีของสตรอว์เบอร์รีมาว่า ไฟโตนิวเทรียนท์  หรือสารพฤกษเคมี บวกกับวิตามินซี และแร่ธาตุดี ๆ อีกหลายชนิดในสตรอว์เบอร์รี ก็มีส่วนสำคัญในการต้านเซลล์มะเร็ง และมีสรรพคุณบำบัดโรค โดยเฉพาะคุณสมบัติป้องกันโรคมะเร็งเต้านมของคุณสาว ๆ

-ลดการอักเสบในร่างกาย
คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด เผยผลการศึกษามาว่า ผู้หญิงที่กินสตรอว์เบอร์รีสัปดาห์ละ 16 ผลขึ้นไป จะมีแนวโน้มเสี่ยงต่ออาการอักเสบลดลง โดยเฉพาะอาการข้อต่ออักเสบ โรคเกาต์ หรือโรคข้อเสื่อม เนื่องจากสตรอว์เบอร์รีมีสารต้านอนมูลอิสระค่อนข้างสูง และยังมีสารพฤกษเคมีที่มีคุณสมบัติล้างกรดยูริกอันเป็นกรดที่กระตุ้นให้เกิดโรคข้อต่าง ๆ ได้

-บำรุงสมอง
ความเสื่อมของเส้นประสาทและประสิทธิภาพการทำงานของสมองมีสาเหตุมาจากอนุมูลอิสระที่เพิ่มจำนวนมากขึ้นตามอายุของเรา แต่เราเองก็สามารถป้องกันความเสื่อมสภาพของสมองได้ด้วยการรับประทานอาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระสูงอย่างสตรอว์เบอร์รีนี่เองค่ะ

-ป้องกันปัญหาสุขภาพฟัน
อย่างที่ทราบกันดีว่าสตรอว์เบอร์รีเป็นผลไม้มีวิตามินซีสูง ซึ่งในวิตามินซีก็มีกรดแอสคอร์บิก  ที่มีคุณสมบัติช่วยป้องกันเลือดออกตามไรฟัน อีกทั้งในสตรอว์เบอร์รียังมีโพลีฟีนอล ที่ช่วยลดการสะสมของคราบพลัค พร้อมทั้งมีคุณสมบัติบำรุงสารเคลือบฟันของเราได้อีกทางด้วยนะคะ

 …

เมนูอาหารต้มแซ่บเนื้อวัว ซดคล่องคอจนหยุดไม่อยู่!

เมนูอาหารต้มแซ่บเนื้อวัว

เมนูอาหารต้มแซ่บเนื้อวัว

เมนูอาหารต้มแซ่บเนื้อวัว เคล็ดลับการทำต้มแซ่บเนื้อวัว วิธีทำต้มแซ่บ เทคนิคความอร่อยอยู่ที่ทุกขั้นตอน ตั้งแต่การเลือกวัตถุดิบ การเตรียมอาหาร และการปรุงรส เทคนิคการทำที่เพิ่มความอร่อยของอาหาร รายละเอียด มีดังนี้

เนื้อวัว ต้องเลือกเนื้อวัวสดๆ ส่วนเนื้อติดมัน และ มีเอ็นผสม วิธีการเลือกซื้อเนื้อวัว ให้ดูที่สีเนื้อแดงสด เนื้อไม่แห้งมีความมัน เนื้อแน่น ตึง เด้ง ไม่มีกลิ่นเน่า หรือ เป็นสีม่วง
น้ำซุป ให้ใช้น้ำซุปสำหรับเนื้อวัว โดยเทคนิคการทำน้ำซุปวัว คือ ใช้เนื้อวัว กับ เกลือ ต้มให้ความหวานของน้ำซุปออกมา
น้ำซุปที่ใช้ในการทำต้มแซ่บ ให้ใช้น้ำซุปเนื้อ ความหอมหวานของน้ำซุป เพิ่มความกลมกล่อมของอาหาร
เทคนิคการต้ม ข่า ตะไคร้ และ ใบมะกรูด ให้ใช้ไฟอ่อนๆ ค่อยๆต้มให้ความหอมของสมุนไพรออกมาอย่างเต็มที่
ใบมะกรูด ให้เอาส่วนของแกนใบออก เนื่องจากแกนใบจะทำให้มีรสขม ไม่น่ารับประทาน
ความเปรี้ยวของเมนูนี้ เลือกใช้น้ำมะขามเปียก ที่มีความหวานและเปรี้ยว ไม่เปรี้ยวจี้ดเหมือนน้ำมะนาว น้ำมะขามเปียก เหมาะสำหรับทำแกงอีสานมากที่สุด

เมนูอาหารต้มแซ่บเนื้อวัว

ส่วนผสม

เนื้อวัวส่วนติดมันและติดเอ็น 1 กิโลกรัม
เกลือป่น 1 ช้อนชา
ข่าแก่ หั่นบางๆ 4 ชิ้น
มะเขือเทศหั่น 3-4 ชิ้น
น้ำตาลปี๊บ 1 ช้อนชา
ต้นตะไคร้ หั่นเป็นท่อน 3-4 ท่อน
ผักชีฝรั่งซอย 2 ช้อนโต้ะ
หอมแดง บุบหัว 3 หัว
ใบมะกรูดฉีก 2 ใบ
น้ำมะขามเปียก 2 ช้อนโต้ะ
น้ำปลา 1 ช้อนโต้ะ
พริกสดบุบ 4-5 เม็ด
พริกป่น 1 ช้อนชา

วิธีทำ

เริ่มจากการต้มน้ำซุป โดยต้มน้ำให้เดือด ใส่ รากผักชี และ เนื้อวัว ลงไปต้มในน้่ำ เติมเกลือลงไป ต้มให้เนื้อวัวสุกนุ่ม และ น้ำซุกหอม
นำเนื้อวัวมาหั่นเป็นชื้นขนาดหนา พอดีคำ และ นำมาพักเอาไว้ก่อน
เริ่มการทำต้มเนื้อ โดย นำหม้อต้ม เติมน้ำซุปเนื้อ และ เนื้อวัวต้มลงไป
จากนั้นใส่ มะเขือเทศ หอมแดง ข่า ตะไคร้ และ ใบมะกรูด ลงไป ต้มให้กลิ่นหอมของสมุนไพรออกมาอย่างเต็มที่
ปรุงรสด้วย พริกสด พริกป่น น้ำปลา น้ำมะขามเปียกและน้ำตาลปี๊บ ชิมให้ได้รสชาติที่พอใจ
ใส่ผักชีฝรั่งลงไปด้วย ปิดไฟ เสริฟใส่ถ้วยพร้อมรับประทาน…

เมนูอาหารใต้ใบเหลียงต้มกะทิ เมนูแกงกะทิ เมนูกุ้ง อาหารรสชาติอร่อย

เมนูอาหารใต้ใบเหลียงต้มกะทิ

เมนูอาหารใต้ใบเหลียงต้มกะทิ

เมนูอาหารใต้ใบเหลียงต้มกะทิ เคล็ดลับการทำแกงกะทิใบเหลียง  ใบเหลียง ให้เลือกใบอ่อน เนื่องจากใบอ่อนจะเคี้ยวง่าย ไม่เหนียว รับประทานอร่อยกว่าใบแก่ๆ
เมื่อได้ใบเหลียงมาแล้ว ให้ล้างให้สะอาด อย่าให้มีเศษฝุ่นเจือปน และ ฉีกใบเหลียงรอไว้เลย
กุ้ง ต้องเลือกใช้ กุ้งที่สดๆ ตัวโตๆ เทคนิคการเลือกกุ้ง นั้น ให้เลือกกุ้งที่มีความสมบูรณ์ เปลือกติดกับตัวกุ้ง หัวไม่หลุดจากตัว เนื้อกุ้งแน่น ไม่มีกลิ่นเหม็นเน่า ไม่มีสีเขียว หรือ เหลือง ปน
การเตรียมกุ้ง ให้ล้างกุ้งให้สะอาด ตัดหัวออก ปลอกเปลือก ผ่าหลัง สำหรับเมนูนี้ให้เอาหัวกุ้งออก เนื่องจากหากใส่หัวกุ้งลงไปต้ม จะทำให้มันกุ้งออกมา น้ำแกงจะเป็นสีส้ม ไม่น่ารับประทาน
กะทิ ให้ใช้กะทิสด เป็นกะทิที่คั้นสดๆ จะได้ความหอม มัน และ อร่อย ให้กรองให้สะอาด
การต้มน้ำแกง กะทินั้น ต้องใช้ไฟอ่อนๆ เนื่องจากต้องระวังอย่าให้กะทิแตกมัน
การใส่ไข่ไก่ลงไป ในขั้นตอนสุดท้าย ทำให้เกิดความมันทำให้น้ำแกงมีรสอร่อย น่ารับประทาน

เมนูอาหารใต้ใบเหลียงต้มกะทิ

ส่วนผสม

ใบเหลียงอ่อน ฉีกเป็นชิ้นอดีคำ 2 จาน
หัวกะทิ 1/2 ถ้วยตวง
หางกะทิ 1 ถ้วยตวง
กุ้งสด ตัดหัว ผ่าหลัง 5-6 ตัว (ตามใจชอบ)
กะปิ 1 ช้อนโต้ะ
หอมแดง 1 ช้อนโต้ะ
พริกไทยแห้งเม็ด 1 ช้อนโต้ะ
กุ้งแห้ง 1 ช้อนโต้ะ
น้ำปลา 2 ช้อนโต้ะ
น้ำตาลปี๊บ 1 ช้อนชา
ไข่ไก่ 2 ฟอง

วิธีทำ

เตรียมเครื่องแกง โดย การ โขรก กะปิ หอมแดง พริกไทย และ กุ้งแห้ง โขรกให้ละเอียดเป็นเนื้อเดียวกัน
จากนั้น ตั้งหม้อต้ม ใส่หางกะทิลงไปต้ม ใช้ไฟอ่อนๆ อย่าให้กะทิแตกมัน เมื่อกะทิเริ่มเดือด ใส่เครื่องแกงลงไป ต้ม
ปรุงรสด้วยน้ำปลา จากนั้นใส่กุ้งสดลงไปต้ม เมื่อกุ้งเริ่มสุก ให้ใส่ ใบเหลียงลงไปต้ม ชิ่มรสชาติ
จากนั้นใส่หัวกะทิลงไป ต้มให้ส่วนผสมได้ที่ จากนั้นปิดไป และ ใส่ไข่ไก่ลงไปผสมกวนให้น้ำแกงมีความค้นและมัน
เท่านี้ ก็สามารถ เสริฟ แกงกะทิใบเหลียง ได้แล้ว…

เมนูหมูต้มใบชะมวง อาหารสมุนไพร อาหารสุขภาพ จาก ใบชะมวง

เมนูหมูต้มใบชะมวง

เมนูหมูต้มใบชะมวง

เมนูหมูต้มใบชะมวง หมู ที่ใช้ใน เมนูหมู ต้มใบชะมวง ให้ใช้ หมูสามชั้น ต้องเป็นหมูที่สด ใหม่ วันต่อวัน ทำความสะอาด และหั่นเป็นชั้น ขนาดพอดี ไม่บางหรือหนาเกินไป
น้ำ ที่ใช้ใน การต้มหมูต้มใบชะมวง ให้ใช้ น้ำซุปกระดูก จะทำให้ สูตรอาหาร เมนูนี้มีความอร่อยกลมกล่อมมากขึ้น
กระเทียม ใช้ กระเทียมไทย เนื่องจาก กระเทียมไทย มีความหอมและหวาน
ใบชะมวง มีรสเปรี้ยว เมนูนี้จะไม่ใช้ มะนาวในการปรุงอาหาร

เมนูหมูต้มใบชะมวง

ส่วนผสม

ใบชะมวงอ่อน 1 ถ้วย
หมูสามชั้น หั่นเป็นชิ้นพอคำ 1 ถ้วย
ข่าแก่ ซอยละเอียด 2 ช้อนโต้ะ
หอมแดง ซอยละเอียด 2 ช้อนโต้ะ
กระเทียม บด 1 ช้อนโต้ะ
กะปิ 1 ช้อนชา
เกลือ 1/2 ช้อนชา
พริกไทยอ่อน 2 ช้อนโต้ะ
พริกแห้ง 2 ช้อนโต้ะ
น้ำซุป 2 ถ้วย
น้ำตาล 1 ช้อนโต้ะ
ซอสถั่วเหลือง 1 ช้อนโต้ะ

วิธีทำ

โขรก ข่า กระเทียม หอมแดง กะปิ เกลือ พริกไทยอ่อน และ พริกแห้ง ให้ส่วนผสมละเอียดเข้ากัน
จากนั้นตั้งกระทะให้ร้อน จากนั้นนำ เครื่องแกง และ หมูสามชั้น ลงไปผัด ให้มันหมูเริ่มออก ก็ใส่ ใบชะมวง ลงไป จากนั้นปรุงรสด้วย ซอสถั่วเปลือง และ น้ำตาล ผัดให้ส่วนผสมเข้ากัน
เติมน้ำซุปลงไป จากนั้นก็ต้ม ให้น้ำซุปลดลงเหลือ ครึ่งหนึ่ง หมูจะเริ่มนุ่ม ก็สามารถเสริฟรับประทานได้…